แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สุขภาพ อาหาร เกมส์ มาดูกันได้ที่ topicpost.blogspot.com
สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) กับคำถามสำคัญของเอกภพ
สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง กับคำถามสำคัญของเอกภพ
"ไม่มีอะไรจะใหญ่และอายุมากไปกว่าเอกภพ คำถามที่ผมจะพูดถึงในวันนี้คือ ข้อหนึ่ง เรามาจากไหน? เอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร เราโดดเดี่ยวในเอกภพหรือไม่ มีสิ่งมีชีวิตอื่นไหมในห้วงอวกาศ? อนาคตของมนุษยชาติจะเป็นอย่างไร? ก่อนช่วงทศวรรษ 1920 ทุกคนเชื่อว่าเอภพต้องคงที่และไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ภายหลังจึงพบว่าแท้จริงเอกภพกำลังขยายตัว แกแล็กซี่อื่นกำลังเคลื่อนตัวออกห่างเรา หากคิดย้อนกลับไป จะถึงจุดหนึ่งที่เราเคยอัดกันกว่าปลากระป๋องเมื่อ 15,000 ล้านปีที่แล้ว นั่นคือบิ๊กแบง จุดเริ่มต้นของเอกภพ ว่าแต่ มีอะไรก่อนบิ๊กแบงหรือไม่ หากไม่มี อะไรสร้างเอกภพขึ้นมา? ทำไมเอกภพจึงเกิดจากบิ๊กแบงในลักษณะนั้น? เราเคยคิดว่าทฤษำกำเนิดเอกภพ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ กฎฟิสิกส์ต่างๆ เช่น สมการแมกซ์เวลล์และสัมพันธภาพทั่วไปที่กำหนดวิวัฒนาการเอกภพกำหนดสภาวะให้ทุกอณูเอกภพชั่วขณะพร้อมกัน และส่วนที่สองที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือสภาวะแรกเริ่มของเอกภพ
เราก้าวหน้าไปได้ดีในส่วนแรก เราเข้าใจกฎวิวัฒนาการในทุกสภาพการณ์เว้นก็แต่ที่สุดโต่งที่สุด แต่สำหรับสภาวะแรกเริ่มของเอกภพนั้น เราเคยเข้าใจมันน้อยมาก อย่างไรก็ตาม การแบ่งทฤษฎีออกเป็นสองส่วนคือ กฎวิวัมนาการ และ สภาวะตั้งต้นนั้นถือว่าเวลาและอวกาศเป็นคนละสิ่งที่แยกขาดกัน แต่ในสภาวะสุดโต่งนั้น อิทธิพลของสัมพันธภาพทั่วไปร่วมกับทฤษฎีควอนตัมส่งผลให้เวลาเสมือนเป็นมิติหนึ่งของอวกาศ แปลว่าวลาและอวกาศมิใช่สิ่งที่แยกขาดจากกันอีกต่อไป ทำให้กฎวิวัฒนาการสามารถระบุสภาวะแรกเริ่มของเอกภพได้ หมายความว่าเอกภพสามารถสร้างตัวขึ้นมาโดยไม่ต้องมีอะไรอยู่ก่อน เรายังคำนวณความน่าจะเป็นได้ว่าเมื่อแรกกำเนิดนั้นเอกภพมีสภาพต่างจากนี้ ซึ่งผลคำนวณนี้สอดคล้องเป็นอย่างดีกับผลสังเกตการณ์จากดาวเทียม WMAP ในการตรวจวัดรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลซึ่งเป็นภาพประทับของเอกภพช่วงแรกกำเนิด เราเชื่อว่าเราไขปริศนากำเนิดสรรพสิ่งงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บางทีน่าจดสิทธิบัตรเอกภพไว้แล้วเก็บค่าธรรมเนียมทุกคนสำหรับการมีตัวตนนะครับ
ขอเข้าสู่คำถามสำคัญข้อที่สองนะครับ เราโดดเดี่ยว หรือมีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกในเอกภพ? เราเชื่อว่าชีวิตกำเนิดขึ้นเองบนโลก ดังนั้นต้องเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่นที่อำนวยซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในแกแล็กซี่นี้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าชีวิตเริ่มปรากฎได้อย่างไร เราค้นพบหลักฐานอยู่สองชิ้นที่บ่งชี้ความน่าจะเป็นของการเกิดสิ่งมีชีวิต ชิ้นแรกคือฟอสซิลสาหร่ายอัลจี จากเมื่อ 3,500 ล้านปีที่แล้ว โลกถือกำเนิดเมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ความร้อนน่าจะยังสูงไปในช่วง 500 ล้านปีแรก ซึ่งหมายความว่าชีวิตแรก ปรากฎขึ้นภายในช่วง 500 ล้านปีถัดมา ถือว่าเร็วเมื่อเทียบอายุไข 10,000 ล้านปี ของดาวเคราะห์อย่างโลก แสดงให้เห็นความน่าจะเป็นในการเกิดสิ่งมีชีวิตค่อนข้างสูง หากความน่าจะเป็นต่ำแล้ว คงกินเวลาจนเกือบครบอายุขัย 10,000 ล้านปีของโลก กว่าชีวิตจะถือกำเนิด แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นมนุษย์ต่างดาวที่ไหนแวะมาเยือนโลก ไม่นับรายงานการพบเห็น UFO นะครับ ทำไมผู้พบเห็น UFO มักสติเฟื่องไม่เต็มบาท หากรัฐบาลสมรู้ร่วมคิดที่จะปิดข่าวและปกปิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มากับมนุษย์ต่างดาวจริง ก็เป็นนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพเกินไป นอกจานี้ แม้โครงการ SETI จะค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกมายาวนาน เราก็ยังไม่เคยรับโทรทัศน์ช่องเกมโชว์ของมนุษย์ต่างดาวได้เลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะยังไม่มีดาวดวงใด มีอารยธรรมใกล้เคียงกับเราในรอบรัศมีสองสามร้อยปีแสงนี้ ใครมีประกันให้พวกที่กลัวมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป มั่นใจได้เลย ไม่มีขาดทุน
มาสู่คำถามสำคัญข้อสุดท้าย อนาคตของมนุษยชาติ หากเราเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเดียวในแกแล็กซี่นี้ เราต้องแน่ใจว่าเราจะอยู่รอดและดำรงชีวิตต่อได้ นี่เรากำลังก้าวสู่ยุคที่อันตรายขึ้นเรื่อยในประวัตืศาสตร์มนุษยชาติ ปริมาณประชากรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นทวีคูณ ไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นหรือเลวลงได้ทั้งนั้น แต่ในรหัสพันธุกรรม เรายังคงเห็นแก่ตัวและมีสัญชาตญาณความรุนแรงที่เคยเป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดในอดีต ยากพอควรที่จะหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดขึ้น ในอีกร้อยปีข้างหน้า ไม่ต้องกล่าวถึงอีกพันปีหรือล้านปี โอกาสเดียวที่เราจะอยู่รอดในระยะยาวคือเราต้องไม่ปิดกั้นตัวเองแค่บนโลก เราต้องเดินทางสู่ห้วงอวกาศ การที่เราสามารถตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ได้ แสดงถึงความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แต่หากเราต้องการดำรงเผ่าพันธุ์ให้พ้นร้อยปีข้างหน้า ทางรอดคือห้วงอวกาศครับ
ผมจึงสนับสนุนให้มนุษย์ออกเดินทางสู่อวกาศ หรือว่าต้องเรียกว่าประชากรอวกาศดีครับ ตลอดชีวิตผมแสวงหาที่จะเข้าใจเอกภพและพยายามที่จะตอบคำถามเหล่านี้ ผมโชคดีมากที่ความพิการของผมไม่รุนแรงมากนัก แท้จริงแล้ว อาจเป็นความพิการนี้เองที่ทำให้ผมมีเวลามากกว่าผู้อื่นในการแสวงหาความรู้ เป้าหมายที่สูงสุดคือทฤษฎีที่สมบูรณ์ของเอกภพ และเรากำลังก้าวหน้าไปได้ดี ขอบคุณที่ตั้งใจฟังครับ"
ศาสตราจารย์ครับ หากต้องลองทายดู ศาสตราจารย์เชื่อไหมครับว่า เราอยู่โดดเดี่ยวบนทางช้างเผือก พูดถึงอารยธรรมที่ภูมิปัญญาเทียบเท่าหรือสูงกว่าเรานะครับ คำตอบใช้เวลา 7 นาทีนะครับ ยิ่งทำให้ผมตระหนักถึงความกรุณาที่ท่านมีให้ในการบรรยายสำหรับ TED ในครั้งนี้
"ผมว่าค่อนข้างเป็นไปได้ที่เราจะเป็นอารยธรรมเดียวในรอบรัศมีหลายร้อยปีแสง ไม่อย่างนั้นเราคงได้รับคลื่นวิทยุอะไรบ้างแล้ว หรือเป็นไปได้อีทางก็คืออารยธรรมเหล่านั้นได้ล่มสลายไปเสียก่อน ด้วยน้ำมือตนเอง"
ศาสตราจารย์ฮอว์คกิ้งครับ ขอบคุณครับ เป็นคำเตือนที่จะเป็นประโยชน์มากเลยครับ สำหรับการสัมมนาที่เหลือของเราในสัปดาห์นี้ ศาสตราจารย์ครับ พวกเราขอบคุณจริงๆครับสำหรับความอุตสาหะเอื้อเฟื้อทีได้มาร่วมแบ่งปันคำถามให้พวกเราทุกคนในวันนี้ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ
สตีเฟ่น ฮอว์คิง คือใคร
ประธานาธิบดี กษัตริย์ พระราชินี คนหนุ่มสาว และคนเฒ่าคนแก่ ต่างก็ชื่นชอบเขา นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ต่างก็ตื่นเต้นและท้าทายทฤษฏีของเขา ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) วัย 70 ปี ยังคงเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีคนรู้จักและได้รับความชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาได้ถอดรหัสปริศนาบางเรื่องของเอกภพ และเขาได้ทิ้งปริศนาเกี่ยวกับชีวิตของเขา นั่นก็คือ เขามีชีวิตยืนยาวนานขนาดนี้ได้อย่างไร จากการที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคที่เขาเป็นอยู่ สตีเฟ่น ฮอว์คิงเริ่มมีอาการของโรค amyotrophic lateral sclerosis (ALS) ซึ่งมีอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยมีผลกับประสาทสั่งการ (motor neurons) ทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะอ่อนแอลงจนเกือบเป็นอัมพาต เขามีอาการของโรคนี้ตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปัญหาเรื่องการเดินและการพูดทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ทำให้เขาไม่สามารถปกปิดมันได้อีก ท้ายที่สุดหมอก็บอกเขาว่าเขามีเวลาอยู่บนโลกอีกเพียงแค่ 2 ปี แต่เขากลับอยู่มาได้อีกหลายสิบปี และสามารถทำงานทางวิชาการด้านจักรวาลหรือเอกภพได้อย่างดีเยี่ยม
ผู้ที่ศึกษา DNA ของ ฮอว์คิง บอกว่ามีคนป่วยโรคนี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่โชคดีที่ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับที่รุนแรงน้อย และในกรณีของฮอร์คิงถือว่าเป็นกรณีพิเศษเพราะเป็นโรคนี้มายาวนานถึง 50 ปี และไม่คิดว่าจะมีใครที่เป็นโรคนี้แล้วมีชีวิตยาวนานขนาดนี้ สตีเฟ่น ฮอว์คิงโด่งดังไปทั่วโลกจากหนังสือเรื่องประวัติย่อของกาลเวลาถูกตีพิมพ์ออกมาในปี พ.ศ.2531 และขายได้ 10 ล้านเล่ม หนังสือเล่มนี้พูดถึงเอกภพและการกำเนิดของมันในแบบง่ายๆ และนับตั้งแต่นั้นเขาก็สร้างทฤษฎีหลายๆเรื่องในการปรับความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับหลุมดำ และเพราะฮอว์คิงนี่เองที่ทำให้ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang) กลายเป็นเรื่องที่พูดถึงกันโดยทั่วไป ฮอว์คิงบอกว่าครอบครัวของเขาเป็นครอบตรัวประหลาด แม้แต่บนโต๊ะอาหารก็ไม่มีการพูดคุยกัน เพราะทุกคนมัวแต่ง้วนอยู่กับการอ่านหนังสือ
หลังจากที่เขาป่วยเขาก็เริ่มไม่สนใจเรียนแล้ว เพราะหมดอาลัยตายอยาก และไม่คิดว่าจะจบในระดับปริญญาเอกได้ แต่ช่วงนั้นเขาพบรักกับ เจน ผู้ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกของเขา ทำให้เขาอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปและเริ่มมองว่าการทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นทางออกของปัญหาความเจ็บป่วย ต่อมาทั้งสองก็แยกทางกันในปี 2538 ฮอว์คิงก็แต่งงานใหม่กับ เอเลน เมสัน อดีตพยาบาลของเขา แต่ชีวิตรักในครั้งที่สองก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ช่วยของฮอว์คิงได้บอกว่า ปัจจุบันฮอว์คิงก็ยังคงคิดค้นทฤษฎีต่างๆ และเขาก็ยังมีอารมณ์สนุกสนานอยู่เสมอ เขามีความฝันที่จะได้บินในอวกาศ และก็มีการนำเขาขึ้นเครื่องบินที่มีสภาพไร้น้ำหนัก ทำให้เขาอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักอยู่นานราว 25 วินาที ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับฮอว์คิง เพราะเขาได้เป็นอิสระจากรถเข็น หลังจากที่ต้องนั่งอยู่กับมันอยู่นานราว 40 ปี ฮอว์คิงทำสิ่งนี้สำเร็จแม้ว่าจะเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว เขาสื่อสารกับบุคคลอื่นด้วยการกระพริบตาเท่านั้น และต้องพูดผ่านคอมพิวเตอร์สังเคราะห์เสียง
"ไม่มีอะไรจะใหญ่และอายุมากไปกว่าเอกภพ คำถามที่ผมจะพูดถึงในวันนี้คือ ข้อหนึ่ง เรามาจากไหน? เอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร เราโดดเดี่ยวในเอกภพหรือไม่ มีสิ่งมีชีวิตอื่นไหมในห้วงอวกาศ? อนาคตของมนุษยชาติจะเป็นอย่างไร? ก่อนช่วงทศวรรษ 1920 ทุกคนเชื่อว่าเอภพต้องคงที่และไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ภายหลังจึงพบว่าแท้จริงเอกภพกำลังขยายตัว แกแล็กซี่อื่นกำลังเคลื่อนตัวออกห่างเรา หากคิดย้อนกลับไป จะถึงจุดหนึ่งที่เราเคยอัดกันกว่าปลากระป๋องเมื่อ 15,000 ล้านปีที่แล้ว นั่นคือบิ๊กแบง จุดเริ่มต้นของเอกภพ ว่าแต่ มีอะไรก่อนบิ๊กแบงหรือไม่ หากไม่มี อะไรสร้างเอกภพขึ้นมา? ทำไมเอกภพจึงเกิดจากบิ๊กแบงในลักษณะนั้น? เราเคยคิดว่าทฤษำกำเนิดเอกภพ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ กฎฟิสิกส์ต่างๆ เช่น สมการแมกซ์เวลล์และสัมพันธภาพทั่วไปที่กำหนดวิวัฒนาการเอกภพกำหนดสภาวะให้ทุกอณูเอกภพชั่วขณะพร้อมกัน และส่วนที่สองที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือสภาวะแรกเริ่มของเอกภพ
เราก้าวหน้าไปได้ดีในส่วนแรก เราเข้าใจกฎวิวัฒนาการในทุกสภาพการณ์เว้นก็แต่ที่สุดโต่งที่สุด แต่สำหรับสภาวะแรกเริ่มของเอกภพนั้น เราเคยเข้าใจมันน้อยมาก อย่างไรก็ตาม การแบ่งทฤษฎีออกเป็นสองส่วนคือ กฎวิวัมนาการ และ สภาวะตั้งต้นนั้นถือว่าเวลาและอวกาศเป็นคนละสิ่งที่แยกขาดกัน แต่ในสภาวะสุดโต่งนั้น อิทธิพลของสัมพันธภาพทั่วไปร่วมกับทฤษฎีควอนตัมส่งผลให้เวลาเสมือนเป็นมิติหนึ่งของอวกาศ แปลว่าวลาและอวกาศมิใช่สิ่งที่แยกขาดจากกันอีกต่อไป ทำให้กฎวิวัฒนาการสามารถระบุสภาวะแรกเริ่มของเอกภพได้ หมายความว่าเอกภพสามารถสร้างตัวขึ้นมาโดยไม่ต้องมีอะไรอยู่ก่อน เรายังคำนวณความน่าจะเป็นได้ว่าเมื่อแรกกำเนิดนั้นเอกภพมีสภาพต่างจากนี้ ซึ่งผลคำนวณนี้สอดคล้องเป็นอย่างดีกับผลสังเกตการณ์จากดาวเทียม WMAP ในการตรวจวัดรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลซึ่งเป็นภาพประทับของเอกภพช่วงแรกกำเนิด เราเชื่อว่าเราไขปริศนากำเนิดสรรพสิ่งงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บางทีน่าจดสิทธิบัตรเอกภพไว้แล้วเก็บค่าธรรมเนียมทุกคนสำหรับการมีตัวตนนะครับ
ขอเข้าสู่คำถามสำคัญข้อที่สองนะครับ เราโดดเดี่ยว หรือมีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกในเอกภพ? เราเชื่อว่าชีวิตกำเนิดขึ้นเองบนโลก ดังนั้นต้องเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่นที่อำนวยซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในแกแล็กซี่นี้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าชีวิตเริ่มปรากฎได้อย่างไร เราค้นพบหลักฐานอยู่สองชิ้นที่บ่งชี้ความน่าจะเป็นของการเกิดสิ่งมีชีวิต ชิ้นแรกคือฟอสซิลสาหร่ายอัลจี จากเมื่อ 3,500 ล้านปีที่แล้ว โลกถือกำเนิดเมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ความร้อนน่าจะยังสูงไปในช่วง 500 ล้านปีแรก ซึ่งหมายความว่าชีวิตแรก ปรากฎขึ้นภายในช่วง 500 ล้านปีถัดมา ถือว่าเร็วเมื่อเทียบอายุไข 10,000 ล้านปี ของดาวเคราะห์อย่างโลก แสดงให้เห็นความน่าจะเป็นในการเกิดสิ่งมีชีวิตค่อนข้างสูง หากความน่าจะเป็นต่ำแล้ว คงกินเวลาจนเกือบครบอายุขัย 10,000 ล้านปีของโลก กว่าชีวิตจะถือกำเนิด แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นมนุษย์ต่างดาวที่ไหนแวะมาเยือนโลก ไม่นับรายงานการพบเห็น UFO นะครับ ทำไมผู้พบเห็น UFO มักสติเฟื่องไม่เต็มบาท หากรัฐบาลสมรู้ร่วมคิดที่จะปิดข่าวและปกปิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มากับมนุษย์ต่างดาวจริง ก็เป็นนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพเกินไป นอกจานี้ แม้โครงการ SETI จะค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกมายาวนาน เราก็ยังไม่เคยรับโทรทัศน์ช่องเกมโชว์ของมนุษย์ต่างดาวได้เลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะยังไม่มีดาวดวงใด มีอารยธรรมใกล้เคียงกับเราในรอบรัศมีสองสามร้อยปีแสงนี้ ใครมีประกันให้พวกที่กลัวมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป มั่นใจได้เลย ไม่มีขาดทุน
มาสู่คำถามสำคัญข้อสุดท้าย อนาคตของมนุษยชาติ หากเราเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเดียวในแกแล็กซี่นี้ เราต้องแน่ใจว่าเราจะอยู่รอดและดำรงชีวิตต่อได้ นี่เรากำลังก้าวสู่ยุคที่อันตรายขึ้นเรื่อยในประวัตืศาสตร์มนุษยชาติ ปริมาณประชากรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นทวีคูณ ไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นหรือเลวลงได้ทั้งนั้น แต่ในรหัสพันธุกรรม เรายังคงเห็นแก่ตัวและมีสัญชาตญาณความรุนแรงที่เคยเป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดในอดีต ยากพอควรที่จะหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดขึ้น ในอีกร้อยปีข้างหน้า ไม่ต้องกล่าวถึงอีกพันปีหรือล้านปี โอกาสเดียวที่เราจะอยู่รอดในระยะยาวคือเราต้องไม่ปิดกั้นตัวเองแค่บนโลก เราต้องเดินทางสู่ห้วงอวกาศ การที่เราสามารถตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ได้ แสดงถึงความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แต่หากเราต้องการดำรงเผ่าพันธุ์ให้พ้นร้อยปีข้างหน้า ทางรอดคือห้วงอวกาศครับ
ผมจึงสนับสนุนให้มนุษย์ออกเดินทางสู่อวกาศ หรือว่าต้องเรียกว่าประชากรอวกาศดีครับ ตลอดชีวิตผมแสวงหาที่จะเข้าใจเอกภพและพยายามที่จะตอบคำถามเหล่านี้ ผมโชคดีมากที่ความพิการของผมไม่รุนแรงมากนัก แท้จริงแล้ว อาจเป็นความพิการนี้เองที่ทำให้ผมมีเวลามากกว่าผู้อื่นในการแสวงหาความรู้ เป้าหมายที่สูงสุดคือทฤษฎีที่สมบูรณ์ของเอกภพ และเรากำลังก้าวหน้าไปได้ดี ขอบคุณที่ตั้งใจฟังครับ"
ศาสตราจารย์ครับ หากต้องลองทายดู ศาสตราจารย์เชื่อไหมครับว่า เราอยู่โดดเดี่ยวบนทางช้างเผือก พูดถึงอารยธรรมที่ภูมิปัญญาเทียบเท่าหรือสูงกว่าเรานะครับ คำตอบใช้เวลา 7 นาทีนะครับ ยิ่งทำให้ผมตระหนักถึงความกรุณาที่ท่านมีให้ในการบรรยายสำหรับ TED ในครั้งนี้
"ผมว่าค่อนข้างเป็นไปได้ที่เราจะเป็นอารยธรรมเดียวในรอบรัศมีหลายร้อยปีแสง ไม่อย่างนั้นเราคงได้รับคลื่นวิทยุอะไรบ้างแล้ว หรือเป็นไปได้อีทางก็คืออารยธรรมเหล่านั้นได้ล่มสลายไปเสียก่อน ด้วยน้ำมือตนเอง"
ศาสตราจารย์ฮอว์คกิ้งครับ ขอบคุณครับ เป็นคำเตือนที่จะเป็นประโยชน์มากเลยครับ สำหรับการสัมมนาที่เหลือของเราในสัปดาห์นี้ ศาสตราจารย์ครับ พวกเราขอบคุณจริงๆครับสำหรับความอุตสาหะเอื้อเฟื้อทีได้มาร่วมแบ่งปันคำถามให้พวกเราทุกคนในวันนี้ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ
สตีเฟ่น ฮอว์คิง คือใคร
ประธานาธิบดี กษัตริย์ พระราชินี คนหนุ่มสาว และคนเฒ่าคนแก่ ต่างก็ชื่นชอบเขา นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ต่างก็ตื่นเต้นและท้าทายทฤษฏีของเขา ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) วัย 70 ปี ยังคงเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีคนรู้จักและได้รับความชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาได้ถอดรหัสปริศนาบางเรื่องของเอกภพ และเขาได้ทิ้งปริศนาเกี่ยวกับชีวิตของเขา นั่นก็คือ เขามีชีวิตยืนยาวนานขนาดนี้ได้อย่างไร จากการที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคที่เขาเป็นอยู่ สตีเฟ่น ฮอว์คิงเริ่มมีอาการของโรค amyotrophic lateral sclerosis (ALS) ซึ่งมีอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยมีผลกับประสาทสั่งการ (motor neurons) ทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะอ่อนแอลงจนเกือบเป็นอัมพาต เขามีอาการของโรคนี้ตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปัญหาเรื่องการเดินและการพูดทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ทำให้เขาไม่สามารถปกปิดมันได้อีก ท้ายที่สุดหมอก็บอกเขาว่าเขามีเวลาอยู่บนโลกอีกเพียงแค่ 2 ปี แต่เขากลับอยู่มาได้อีกหลายสิบปี และสามารถทำงานทางวิชาการด้านจักรวาลหรือเอกภพได้อย่างดีเยี่ยม
ผู้ที่ศึกษา DNA ของ ฮอว์คิง บอกว่ามีคนป่วยโรคนี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่โชคดีที่ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับที่รุนแรงน้อย และในกรณีของฮอร์คิงถือว่าเป็นกรณีพิเศษเพราะเป็นโรคนี้มายาวนานถึง 50 ปี และไม่คิดว่าจะมีใครที่เป็นโรคนี้แล้วมีชีวิตยาวนานขนาดนี้ สตีเฟ่น ฮอว์คิงโด่งดังไปทั่วโลกจากหนังสือเรื่องประวัติย่อของกาลเวลาถูกตีพิมพ์ออกมาในปี พ.ศ.2531 และขายได้ 10 ล้านเล่ม หนังสือเล่มนี้พูดถึงเอกภพและการกำเนิดของมันในแบบง่ายๆ และนับตั้งแต่นั้นเขาก็สร้างทฤษฎีหลายๆเรื่องในการปรับความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับหลุมดำ และเพราะฮอว์คิงนี่เองที่ทำให้ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang) กลายเป็นเรื่องที่พูดถึงกันโดยทั่วไป ฮอว์คิงบอกว่าครอบครัวของเขาเป็นครอบตรัวประหลาด แม้แต่บนโต๊ะอาหารก็ไม่มีการพูดคุยกัน เพราะทุกคนมัวแต่ง้วนอยู่กับการอ่านหนังสือ
หลังจากที่เขาป่วยเขาก็เริ่มไม่สนใจเรียนแล้ว เพราะหมดอาลัยตายอยาก และไม่คิดว่าจะจบในระดับปริญญาเอกได้ แต่ช่วงนั้นเขาพบรักกับ เจน ผู้ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกของเขา ทำให้เขาอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปและเริ่มมองว่าการทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นทางออกของปัญหาความเจ็บป่วย ต่อมาทั้งสองก็แยกทางกันในปี 2538 ฮอว์คิงก็แต่งงานใหม่กับ เอเลน เมสัน อดีตพยาบาลของเขา แต่ชีวิตรักในครั้งที่สองก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ช่วยของฮอว์คิงได้บอกว่า ปัจจุบันฮอว์คิงก็ยังคงคิดค้นทฤษฎีต่างๆ และเขาก็ยังมีอารมณ์สนุกสนานอยู่เสมอ เขามีความฝันที่จะได้บินในอวกาศ และก็มีการนำเขาขึ้นเครื่องบินที่มีสภาพไร้น้ำหนัก ทำให้เขาอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักอยู่นานราว 25 วินาที ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับฮอว์คิง เพราะเขาได้เป็นอิสระจากรถเข็น หลังจากที่ต้องนั่งอยู่กับมันอยู่นานราว 40 ปี ฮอว์คิงทำสิ่งนี้สำเร็จแม้ว่าจะเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว เขาสื่อสารกับบุคคลอื่นด้วยการกระพริบตาเท่านั้น และต้องพูดผ่านคอมพิวเตอร์สังเคราะห์เสียง
10 อันดับสัตว์ผีดูดเลือด
เตรียมกระเทียมและไม้กางเขนเอาไว้เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยผีดูดเลือดที่กำลังมองหาเลือดเป็นอาหาร เรากำลังจะนับถอยหลัง 10 อันดับ ผีดูดเลือดในอาณาจักรสัตว์และเปรียบเทียบพวกมันกับความสยองขวัญของมนุษย์มาดูกันว่าอะไรที่เป็นที่สุดของที่สุดในการดูดเลือด
อันดับ 10 นกแวมไพร์ฟินช์ (Vampire Finch)
มนุษย์ที่แข็งแรงกินอาหารประมาณครึ่งตันต่อปี เรากินทั้งพืชและสัตว์หลากหลายเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการ แต่ไม่มีมนุษย์คนไหนมีชีวิตรอดอยู่ได้หากกินแต่เลือด ขณะที่เลือดเต็มไปด้วยโปรตีนมีระดับน้ำตาลต่ำประกอบด้วยเกลือและธาตุเหล็ก มีสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดที่ปรับตัวให้อยู่รอดด้วยการกินเลือดเพียงอย่างเดียว ผีดูดเลือดตัวแรกของเราบินได้เหมือนกับ Dracula ผีดูดเลือดตัวนี้ไม่ใช่ค้างคาวแต่มันคือนก เพื่อนของเราตัวนี้พบได้บนเกาะกาลาปากอส (Galapagos) ไม่มีนกทะเลตัวไหนที่ปลอดภัยจากนกฟินช์ แวมไพร์ (Vampire Finch) ขณะที่นกฟินช์ สายพันธุ์อื่นกินเมล็ดพืชหรือแมลง แต่นกแวมไพร์ฟินช์จะจิกที่ฐานขนของนกบูบี้ (Blue-footed Boobies) เมื่อผิวหนังเปิดมันก็จะจิกกินเลือดที่ไหลออกมา ผีดูดเลือดตัวอื่นเข้าคิวที่ด้านหลังธนาคารเลือดนกบูบี้ นกฟินช์ในเกาะกาลาปากอสมีชื่อเสียงก็เพราะชาร์ล ดาร์วินในฐานะหลักฐานในทฤษฎีวิวัฒนาการ คาดกันว่าบรรพบุรุษของผีดูดเลือดเหล่านี้ไม่ต้องการกินเลือด แต่มันจิกกินปรสิตบนขนนกบูบี้นั่นเอง อาจดูน่ากลัวแต่มันจะไม่สร้างความเสียหายในระยะยาวกับนกบูบี้ก็เพราะนกบูบี้ก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีเลือดสำรองอยู่มาก เลือดเป็นของเหลวที่มีค่าที่สุดของเรามันนำเอาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ต้องขอบคุณเซลล์เม็ดเลือดแดง 25 ล้านล้านเซลล์ที่ไหลผ่านเส้นเลือดยาวกว่า 1000 ไมล์ ร่างกายมนุษย์มีเลือดประมาณ 10 ไพนต์ (Pints) ที่สูบฉีดไปทั่วร่างกายด้วยการทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยของหัวใจ ในวันปกติเลือดจะไหลเวียนประมาณ 3,475 แกลลอน นั่นหมายถึงใน 1 ปีหัวใจของคุณสูบฉีดเลือดมากพอที่จะเติมในถังน้ำมันของเครื่องบินจัมโบเจ๊ตได้ถึง 10 ลำ นกฟินช์ดูดเลือดใช้นกบูบี้เป็นเหมือนกับธนาคารเลือดเคลื่อนที่ มันใช้เลือดเป็นอาหารเสริมเพื่อช่วยให้มันอยู่รอดในช่วงที่แห้งแล้ง
อันดับที่ 9 ผีเสื้อ Madrilenial
ผู้ท้าชิงรายต่อไปในการจัดอันดับสัตว์ผีดูดเลือดทำให้เกิดเรื่องราวของโฉมงามกับเจ้าชายอสูรฉบับใหม่ จะมีสัตว์ชนิดอื่นใดที่ดูสวยงามและดูไม่มีพิษมีภัยได้เมือนกับผีเสื้อบ้าง มีผีเสื้อมากกว่า 28,000 ชนิดและส่วนมากจะกินน้ำหวานจากดอกไม้เป็นอาหารโดยใช้งวงที่เป็นก้านยาวงอ แต่ในสเปนมีผีเสื้อชนิดหนึ่งที่มีความลับดำมืด ผีเสื้อ Madrilenial กระหายที่จะกินเลือด ผีเสื้อแวมไพร์ชนิดนี้ได้อันดับ 9 ในการนับถอยหลังของเรา นอกจากจะดูดน้ำหวานจากดอกไม้แล้วมันยังดูดเลือดจากซากสัตว์อีกด้วย พฤติกรรมเช่นนี้เพิ่งถูกค้นพบไม่นาน จึงยังไม่มีการวิจัยว่าผีเสื้อที่เคยดูดน้ำหวานเปลี่ยนมาดูดเลือดจากซากสัตว์ได้อย่างไร ผีดูดเลือดชนิดนี้นับว่าไม่ปกติเพราะเหยื่อของมันตายแล้ว ผีดูดเลือดส่วนมากชอบดูดเลือดจากเหยื่อที่ยังมีชีวิต ผีดูดเลือดที่โด่งดังที่สุดนั่นก็คือท่านเคาท์แดร็กคิวล่า การพบผีดูดเลือดเริ่มต้นที่ยุโรปตะวันออก ซึ่งครั้งหนึ่งสัตว์ที่ดูดเลือดถูกคิดว่าเป็นวิญญาณของคนตาย
ประเพณีของผีดูดเลือดยังคงสืบเนื่องมาในปัจจุบันมีชายคนหนึ่งที่เชื่อว่าตัวเขาเองนั้นเป็นแวมไพร์ ถนนมืดๆในนิวออร์ลีนเป็นบ้านของแวมไพร์ยุคใหม่ โทนี่ พาร์คเกอร์ เขาเล่าว่า"ผมเป็นแวมไพร์มาตลอดชีวิต เมื่ออายุหกขวบได้ ผมมักจะบอกว่า เราเป็นมาตั้งแต่เกิด มันเลือกคุณ คุณไม่ได้เลือกที่จะเป็น ผมกัดคนไปประมาณห้าคน คนที่เชื่อว่าเป็นแวมไพร์จะดูจากวิธีการแต่งตัว วิธีใช้ชีวิต ลักษณะภายนอก สิ่งที่ทำจะไม่มีอะไรที่ดูธรรมดา และนั่นเป็นวิธีการใช้ชีวิตของผมและนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเรียกกันว่าปกติ มันไม่ใช่เลยน่ะครับ" การเป็นแวมไพร์มีความหมายมากกว่าการใส่เสื้อคลุม มันเป็นเรื่องของจิตใจ แวมไพร์ยุคใหม่ดำเนินชีวิตตามท่านเคาท์แดร็กคิวล่าที่ไม่ยึดติดพวกเขามองความตายในฐานะความจริงของชีวิตและต่อต้านความกดดันจากสังคมที่บอกว่าสิ่งใดถึงเรียกว่าปกติ และแน่นอนว่าแวมไพร์จะออกหากินตอนกลางคืน มันทำให้โทนี่ต้องทำงานตอนกลางคืนเท่านั้นนั่นก็คืองานไกด์ส่วนตัวที่พานักท่องเที่ยวชมมรดกแวมไพร์ของเมือง ไฮไลท์ของการทัวร์จะเป็นตอนจบ ทันทีที่จบการทัวร์เราเล่าประวัติศาสตร์ให้นักท่องเที่ยวฟัง บางคนก็จะช็อค บางคนก็แปลกใจ บางคนรู้สึกกลัวและบางคนก็ทึ่งมากจนรู้ว่าพวกเขาต้องกลับมาอีก และบางคนจะเป็นเหมือนที่เราเป็นเพียงแต่เขายังไม่รู้ตัวเท่านั้น ยากที่จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นแวมไพร์ เหนือสื่งอื่นใดใครจะเชื่อว่าสิ่งที่สวยงามอย่างผีเสื้อจะเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือดได้
อันดับที่ 8 ปลาแคนดิรู (Candiru Fish)
ในผืนน้ำของอเมซอนมีสัตว์กินเลือดที่น่ากลัวมากจนเหมือนกับออกมาจากภาพยนต์สยองขวัญของฮอลลีวู้ด ไม่ต้องนึกถึงจระเข้ ปลาไหลไฟฟ้าหรือปลาปิรันย่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในน้ำของอเมริกาใต้ตัวยาวไม่ถึง 1 นิ้ว ปลาตัวเล็กนี้มีชื่อว่าแคนดิรู (Candiru) มันได้อันดับ 8 จากการจัดอันดับของเราเพราะว่ามันดูดเลือด มันอาบเลือด มันจะหาเหยื่อด้วยการตามรอยสารประกอบไนโตรเจนที่ออกมาจากเหงือกของปลาที่ตัวใหญ่กว่า จากนั้นมันก็รอโอกาสไปอยู่ข้างเส้นเลือดใต้เปลือกที่ปิดเหงือกนั่นเอง ปลาแคนดิรูใช้หนามแหลมที่หัวขูดไปตามเหงือกของเหยื่อจนกระทั่งเลือดไหล มันใช้เวลาไม่กี่นาทีดูดเลือดจนอิ่มจนท้องป่องจากนั้นก็ออกมาจมลงไปใต้อม่น้ำเพื่อย่อยอาหาร และสิ่งที่ทำให้ปลาผีดูดเลือดนี้ดูน่ากลัวนั้นเพราะของเสียที่ขับออกมาทางเหงือกปลานั้นคล้ายกับสารที่พบในปัสสาวะคน สิ่งนี้อาจทำให้ปลาแคนดิรูสับสนจนเกิดความผิดพลาดได้ ปลาชนิดนี้เคยถูกผ่าออกมาจากท่อปัสสาวะของคน ต้องใช้วิธีการแพทย์ที่ซับซ้อนเอาปลาที่อยู่ในท่อปัสสาวะนั้นออกมา แต่ปลาแคนดิรูไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่ชอบอาบเลือด ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าเลือดนำแก่นของชีวิตไปทั่วร่าง ดังนั้นการอาบเลือดจึงน่าจะเป็นวิธีในอุดมคติ นักรบชาวโรมันเห็นว่าเลือดคือสุดยอดเครื่องดื่มให้พลังงาน พวกเขาได้พละกำลังมาจากการดื่มเลือดของคู่ต่อสู้
ปัจจุบันคนบางคนยังดื่มเลือดกันอยู่ ในแอฟริกาชาวเผ่ามาไซ (Maasai Tribe) ไม่ดื่มเลือดมนุษย์ แต่ได้รับธาตุอาหารจากเลือดของวัวที่เลี้ยงไว้ สัตว์เหล่านี้ถูกรีดเลือดออกมาอย่างระมัดระวังเพื่อให้วัวไม่เป็นอันตราย เลือดมักจะถูกนำไปผสมกับนม เป็นเครื่องดื่มที่ชาวมาไซเชื่อว่าทำให้มีเรี่ยวแรงกำลังวังชา มิลค์เชคเลือดนี้อาจไม่ใช่รสชาติสำหรับทุกคนแต่สำหรับชาวมาไซแล้วเลือดเป็นเพียงแหล่งอาหารและแหล่งโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดเท่านั้น เลือดเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญต่อปลาแคนดิรู และนี่ก็คือเหตุผลที่ทุกคนซึ่งปัสสาวะขณะว่ายน้ำในอเมซอนจะต้องจดจำเอาไว้เสมอว่าอาจจะมีปลาดูดเลือดแคนดิรูแอบเข้าไปในบริเวณไม่พึงประสงค์ได้
อันดับ 7 ค้างคาวแวมไพร์
ค้างคาวที่มีชื่อเสียงแต่คุณจะไม่เจอผีดูดเลือดชนิดนี้ที่ทรานซิลวาเนีย ค้างคาวดูดเลือดตัวจริงพบได้ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พวกมันชอบกินเลือดวัวและมีอันครายทางสุขภาพที่คาดไม่ถึง ค้างคาวแวมไพร์มีต่อมที่ไวต่อการรับความร้อนที่จมูกซึ่งหมายความว่ามันจะพบว่าตรงไหนที่เส้นเลือดอยู่ใกล้ผิวหนัง จากนั้นมันจะเลียผิวหนังนั้น กัด ดึงบริเวณที่มีขนออก ก่อนจะดึงเอาชิ้นเนื้อเล็กๆออกมาด้วยฟันหน้าที่แหลมคมของมัน ค้างคาวไม่ดูดเลือดแต่ใช้วิธีเลีย มันดูดเลือดประมาณ 5 ช้อนชา ซึ่งนับว่าเป็นของเหลวจำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมัน ลองนึกภาพดูหากเราดูดเลือดได้เหมือนค้างคาวดูดเลือด เราคงดูดเลือดเป็นปริมาณเท่ากับน้ำหนักตัวของเราในแต่ละวัน สารประกอบสำคัญของเลือดคือพลาสมา ของเหลวใสที่กินพื้นที่ภายในกระเพาะของค้างคาวแต่กลับให้ธาตุอาหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เมื่อค้างคาวอิ่มแล้ว มันจะปล่อยปัสสาวะออกมา เป็นวิธีกำจัดน้ำหนักส่วนเกินที่เร็วที่สุดก่อนจะขึ้นบิน ค้างคาวแวมไพร์ได้อันดับ 7 ของเราเพราะการปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของนักดูดเลือดอีกข้อ เมื่อเปรียบเทียบกับค้างคาวชนิดอื่น ผนังกระเพาะของมันบางและยืดหยุ่นได้ดีและยังมีเส้นเลือดฝอยรอบๆกระเพาะเพื่อเพิ่มอัตราการดูดซึมธาตุอาหาร แวมไพร์เหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกกัดเพราะมันหิวอยู่เสมอ ค้างคาวอยู่เกินสองคืนไม่ได้ถ้าไม่มีอาหาร ไม่เช่นนั้นมันอาจจะตายได้
อันดับ 6 ยุง
ส่วนมากยุงตัวผู้และตัวเมียมักจะกินน้ำตาลจากพืช แต่ถ้ายุงตัวเมียต้องการแพร่พันธุ์ พวกมันต้องการเลือด ดังนั้นยุงทุกตัวที่เคยกัดคุณจะต้องเป็นยุงตัวเมีย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสารเคมี 340 ชนิดที่ร่างกายปล่อยออกมาซึ่งเป็นที่ชื่นชิบของยุง ถ้าคุณคิดว่ายุงกัดคุณมากกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะคุณมีกลิ่นที่แตกต่างกันเล็กน้อย เลือดของคุณที่ยุงดูดเข้าไปจะทำให้ตัวของมันพองเหมือนแมลงลูกโป่ง ต้องขอบคุณปากที่ซับซ้อนที่สุดในอันดับของเรานี้ ปากของยุงเหมือนกับส่วนผสมของมีดเอนกประสงค์ swiss army เข็มฉีดยาและเครื่องดูดฝุ่น ยุงอยู่ในอันดับที่หกเพราะมันสามารถดูดเลือดได้มากกว่าน้ำหนักของมันเองถึงหนึ่งเท่าครึ่ง ดูเหมือนไม่มากแต่ถ้าคูณด้วยจำนวนยุงพันล้านตัว คุณก็จะเห็นการนองเลือด ลองนึกภาพว่าถ้าคุณถูกล้อมด้วยยุงตัวเมียที่กระหายเลือด สถิติบันทึกว่าคนเรานั้นโดนยุงกัดได้ 9,000 ครั้งต่อนาที ด้วยอัตราเท่านี้จะทำให้คุณเสียเลือดไปในร่างกายครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจที่สัตว์บางชนิดหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้โดนยุงกัด ยุงนั้นน่ารำคาญมากจนทำให้เกิดการอพยพที่ยิ่งใหญ่บนโลก กวางแคริบู (Caribou, Reindeer) ที่เกิดในหน้าร้อนของเขตหนึ่งถูกฝูงยุงจำนวนมากรบกวน มันจะยืนอยู่รวมๆกัน เพราะแต่ละตัวจะทรมานน้อยลงเมื่ออยู่รวมกันเป็นฝูง ช่วงเวลาที่ฝูงแมลงอาละวาดรุนแรงฝูงกวางแคริบูจะเคลื่อนที่ตลอดเวลาและสามารถเดินทางได้ 40 ไมล์ต่อวัน เมื่อโดนฝูงยุงไล่ตามอาจจะน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยคุณยังได้ยินเสียงมันเข้ามาใกล้ ไม่เหมือนกับสัตว์ดูดเลือดในอันดับต่อไป
อันดับ 5 ทากดูดเลือด
ที่วนอุทยานแห่งชาติ Kaziranga ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย งานปกป้องถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าที่นี่เป็นงานที่อันตรายของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน พวกเขามักโดนทากเข้าโจมตี ตัวดูดเลือดตัวเล็กๆนี้มีอาวุธเป็นเซ็นเซอร์ที่น่าทึ่ง ร่างกายของมันปกคลุมด้วยเซลล์ที่ไวต่อแสง ทำให้มันเชี่ยวชาญในการเคลื่อนที่ตามเงาและกระโดดลงใส่ทุกอย่างที่อยู่เบื้องล่าง ถ้ามันลงมาไม่ต้องมันก็จะตามคุณโดยตามกลิ่นที่ทิ้งเอาไว้นั่นเอง ความร้อนในร่างกายของเหยื่อนำไปสู่การเดินทางในช่วงสุดท้ายของทาก ทากมีเขี้ยวสามอัน และฟัน 300 ซี่ ที่จะพยายามเจาะผ่านผิวหนังของคุณ ทากอยู่ในอันดับ 5 เพราะมันกินเลือดได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันถึงห้าเท่า ความกระหายเลือดของทากเป็นที่นึกถึงของแพทย์ในยุคกลาง ช่วงที่รุ่งเรื่องในฝรั่งเศส คาดว่าในแต่ละปีทากดูดเลือดจากคนไข้มากกว่า 400,000 แกลลอน และส่วนมากจะมาจากส่วนของร่างกายที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตามคำบอกเล่าของนักสะสมสิ่งของทางการแพทย์ยุคโบราณ ตามประวัติศาสตร์แล้วทากถูกใช้เพื่อดูดเอาความเลวร้ายออกมา เช่นเวลาที่มีไข้จะใช้ทากดูดเอาเลือดออกมา เพื่อให้เกิดการสมดุล ความเข้าใจในตอนนั้นเกี่ยวกับชีววิทยายังไม่ถึงที่สุด การรักษาแบบนั้นถูกละเลยไปเพราะเห็นได้ชัดว่ามันไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา แต่ในวันนี้แพทย์ใช้ประโยชน์ในการดูดเลือดของทากเพื่อกำจัดเลือดส่วนเกินและลดอาการบวมที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด เนื้อเยื่อตรงที่มีเลือดไหลมารวมกัน จะใช้ทากดูดเลือดบริเวณนั้นออกมาเพื่อไม่ให้มันเป็นพิษกับเนื้อเยื่อ ขณะที่ทุกคนจะไม่ชอบแนวคิดที่เอาทากมาดูดเลือดเพื่อรักษาแผลผ่าตัด แต่มันก็ได้ผลอย่างน่าทึ่ง และสัตว์ชนิดอื่นต้องสูญเสียมากกว่านี้เมื่อโดนทากจู่โจม ในหนองน้ำบางแห่ง ทากอาจจะดูดเลือดกบเป็นๆจนตายได้ และเป็นวิธีตายที่สุดทรมาน แต่ก็ยังมีมากกว่านี้อีกในการจัดอันดับของเรา
อันดับ 4 แมลงสังหาร
เมื่อพระอาทิตย์ตกในอเมริกาใต้ แมลงสังหารนักล่าก็ออกหาเหยื่อของมัน แม้แต่ในความมืดสนิท แมลงรู้ตำแหน่งที่จะกัดได้อย่างแม่นยำเพราะมันมีประสาทสัมผัสรับความร้อน คุณจะไม่รู้สึกอะไรขณะที่มันทิ่มงวงลงไป เพราะมีสารที่เป็นเหมือนยาชาที่งวงของมัน มีนอยู่ในอันดับที่ 4 เพราะมันสามารถดูดเลือดได้ถึง 6 เท่าของน้ำหนักตัวของมัน แต่แมลงสังหารไม่ใช่ผีดูดเลือดลึกลับเพียงชนิดเดียวในละตินอเมริกา ช่วงปี 1950 มีรายงานว่ามีสัตว์ที่มีลักษณะพฤติกรรมเหมือนกับแวมไพร์ที่ฆ่าแพะและไก่ ไม่มีหลักฐานของการต่อสู้ มีเพียงรอบเจาะ 2-3 แห่งเท่านั่น เหยื่อโดนดูดเลือดจนหมดตัวและลำตัวไม่มีบาดแผล สิ่งมีชีวิตลึกลับนี้ถูกเรียกว่า ชูปาคาบรา (Chupacabras) ซึ่งแปลว่าตัวดูดเลือดแพะ ชูปาคาบรามีชื่อเสียงร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่เหนือธรรมชาติ เช่นตัวบิ๊กฟุต และปิศาจล็อกเนส ผู้คนต่างพรั่นพรึงไปกับฆาตกรรมลึกลับนี้ จนกระทั่งในที่สุดได้มีการอธิบายถึงสาเหตุการตายของแพะ แต่ก็ยังมีบางคนเชื่อว่าชูปาคาบรามีอยู่จริง
อันดับ 3 เรือด
เวลานอนของคุณอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันคลานเจข้ามาสู่การนับถอยหลังในอัดับที่ 3 มันรอคอยอยู่ในซอกอย่างอดทนนานถึง 18 เดือน จนกระทั่งมันถูหลอกล่อออกมาด้วยกลิ่นคาร์บอนไดออกไซด์ที่สุดต้านทานจากลมหายใจของคุณ กิจกรรมของมันมักจะเดินไปตามลงจรการนอนหลับของมนุษย์ มันใช้เวลากว่าห้านาทีกว่าจะดูดเลือดจนอิ่ม เรือดได้อันดับสามในการจัดอันดับเพราะมันสามารถกินเลือดได้มากกว่าน้ำหนักของมันเองถึง 7 เท่า มนุษย์ผู้ชายโดยเฉลี่ยไม่มีทางดื่มของเหลวได้มากขนาดนั้น ถ้าคิดกันว่าเลือดมากขนาดนี้พอที่จะทำให้คุณเป็นลมล้มพับ คุณก็น่าจะชอบการถ่ายเลือดครั้งแรกสุดที่มีการบันทึกเอาไว้ที่กรุงปารีส ย้อนกลับไปในปี 1667 บรรดาแพทย์คิดกันว่าคนบ้าจะรักษาให้หายได้ถ้าถ่ายเลือดกับวัว วัวเป็นสัตว์ที่นุ่มนวลใจดีและมีทฤษฎีที่คิดกันในตอนนั้นว่าความนุ่มนวลจะถูกส่งผ่านทางเลือดได้ ก็เลยจับวัวและคนบ้ามามัดรวมกันไว้เชื่อมเส้นเลือดเข้าด้วยกัน คนไช้จะเริ่มปัสสาวะออกมาเป็นสีดำและชัก แต่นอกจากนี้แล้วเขาก็ปลอดภัยดี การทดลองแบบเดียวกันนี้ทำกันโดยทั่วไปในยุโรปและทดลองด้วยนมและไวน์
อันดับ 2 หมัด
บ้านของคุณมีแขกไม่ได้รับเชิญหรือไม่ มองลงไปที่เส้นใยของพรมคุณอาจเจอตัวอ่อนของอันดับ 2 ของเรา พวกมันไม่ดูดเลือด มันมีความสุขดีกับการกินเส้นใย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และของเสียแห้งๆที่พ่อแม่ของมันปล่อยเอาไว้ และเมื่อเข้าวัยเป็นดักแด้มันจะใช้เส้นใยห่อหุ้มตัวมันเอาไว้ และเมื่อเป็นตัวเต็มวัยมันก็พร้อมที่จะดูดเลือดด้วยการจับแรงสั่นสะเทือนและคาร์บอนไดออกไซด์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื่องจากสายตาของมันไม่ค่อยจะดีนัก หมักเป็นนักกระโดดที่ดีที่สุดในโลก มันสามารถกระโดดได้ไกลกว่าความยาวของลำตัวของมันถึง 150 เท่า มันได้อันดับสองเพราะความสามารถในการดูดเลือดที่มากกว่าน้ำหนักตัวของมันถึง 15 เท่า
อันดับ 1 เห็บ
สัตว์อันดับหนึ่งในการนับถอยหลังของสัตว์นักดูดเลือดคือสัตว์ที่น่ารำคาญที่สุด มีแวมไพร์ที่เชี่ยวชาญชนิดนี้กว่า 850 สายพันธุ์ และหนึ่งในนั้นอาศัยอยู่ในทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari Desert) มันรอนานกว่า 4 ปี ฝังตัวอยู่ในทราย ใต้ร่มเงาต้นอัลเคเชีย ต้องรอคอยเวลากว่าที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะเข้ามาใต้ร่มไม้และตอนนั้นเองที่มันจะเข้าจู่โจม สัตว์ที่คลานมาสู่อันดับ 1 ในการจัดอันดับของเราคือเห็บแทมปัน (Tampan Tick) เป็นสัตว์ 8 ขา ตระกูลเดียวกับแมงุม มาพร้อมความกระหายเลือด เห็บบางชนิดอาจจะตัวยาวเพียง เศษ1ส่วน4 นิ้ว เช่นเดียวกับเห็บชนิดอื่น เห็บแทมปันตามรอยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย และความร้อนในตัว เห็บเลือกที่ๆดีที่สุดในการกินอาหารโดยรับสัมผัสความร้อนจากเส้นเลือดที่ใกล้ผิวหนังที่สุด จากนั้นก็ดูดเลือด มันกินเลือดได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันเองถึง 600 เท่า
ที่มา สารคดี Animal Planet The Most Extreme
อันดับ 10 นกแวมไพร์ฟินช์ (Vampire Finch)
มนุษย์ที่แข็งแรงกินอาหารประมาณครึ่งตันต่อปี เรากินทั้งพืชและสัตว์หลากหลายเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการ แต่ไม่มีมนุษย์คนไหนมีชีวิตรอดอยู่ได้หากกินแต่เลือด ขณะที่เลือดเต็มไปด้วยโปรตีนมีระดับน้ำตาลต่ำประกอบด้วยเกลือและธาตุเหล็ก มีสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดที่ปรับตัวให้อยู่รอดด้วยการกินเลือดเพียงอย่างเดียว ผีดูดเลือดตัวแรกของเราบินได้เหมือนกับ Dracula ผีดูดเลือดตัวนี้ไม่ใช่ค้างคาวแต่มันคือนก เพื่อนของเราตัวนี้พบได้บนเกาะกาลาปากอส (Galapagos) ไม่มีนกทะเลตัวไหนที่ปลอดภัยจากนกฟินช์ แวมไพร์ (Vampire Finch) ขณะที่นกฟินช์ สายพันธุ์อื่นกินเมล็ดพืชหรือแมลง แต่นกแวมไพร์ฟินช์จะจิกที่ฐานขนของนกบูบี้ (Blue-footed Boobies) เมื่อผิวหนังเปิดมันก็จะจิกกินเลือดที่ไหลออกมา ผีดูดเลือดตัวอื่นเข้าคิวที่ด้านหลังธนาคารเลือดนกบูบี้ นกฟินช์ในเกาะกาลาปากอสมีชื่อเสียงก็เพราะชาร์ล ดาร์วินในฐานะหลักฐานในทฤษฎีวิวัฒนาการ คาดกันว่าบรรพบุรุษของผีดูดเลือดเหล่านี้ไม่ต้องการกินเลือด แต่มันจิกกินปรสิตบนขนนกบูบี้นั่นเอง อาจดูน่ากลัวแต่มันจะไม่สร้างความเสียหายในระยะยาวกับนกบูบี้ก็เพราะนกบูบี้ก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีเลือดสำรองอยู่มาก เลือดเป็นของเหลวที่มีค่าที่สุดของเรามันนำเอาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ต้องขอบคุณเซลล์เม็ดเลือดแดง 25 ล้านล้านเซลล์ที่ไหลผ่านเส้นเลือดยาวกว่า 1000 ไมล์ ร่างกายมนุษย์มีเลือดประมาณ 10 ไพนต์ (Pints) ที่สูบฉีดไปทั่วร่างกายด้วยการทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยของหัวใจ ในวันปกติเลือดจะไหลเวียนประมาณ 3,475 แกลลอน นั่นหมายถึงใน 1 ปีหัวใจของคุณสูบฉีดเลือดมากพอที่จะเติมในถังน้ำมันของเครื่องบินจัมโบเจ๊ตได้ถึง 10 ลำ นกฟินช์ดูดเลือดใช้นกบูบี้เป็นเหมือนกับธนาคารเลือดเคลื่อนที่ มันใช้เลือดเป็นอาหารเสริมเพื่อช่วยให้มันอยู่รอดในช่วงที่แห้งแล้ง
อันดับที่ 9 ผีเสื้อ Madrilenial
ผู้ท้าชิงรายต่อไปในการจัดอันดับสัตว์ผีดูดเลือดทำให้เกิดเรื่องราวของโฉมงามกับเจ้าชายอสูรฉบับใหม่ จะมีสัตว์ชนิดอื่นใดที่ดูสวยงามและดูไม่มีพิษมีภัยได้เมือนกับผีเสื้อบ้าง มีผีเสื้อมากกว่า 28,000 ชนิดและส่วนมากจะกินน้ำหวานจากดอกไม้เป็นอาหารโดยใช้งวงที่เป็นก้านยาวงอ แต่ในสเปนมีผีเสื้อชนิดหนึ่งที่มีความลับดำมืด ผีเสื้อ Madrilenial กระหายที่จะกินเลือด ผีเสื้อแวมไพร์ชนิดนี้ได้อันดับ 9 ในการนับถอยหลังของเรา นอกจากจะดูดน้ำหวานจากดอกไม้แล้วมันยังดูดเลือดจากซากสัตว์อีกด้วย พฤติกรรมเช่นนี้เพิ่งถูกค้นพบไม่นาน จึงยังไม่มีการวิจัยว่าผีเสื้อที่เคยดูดน้ำหวานเปลี่ยนมาดูดเลือดจากซากสัตว์ได้อย่างไร ผีดูดเลือดชนิดนี้นับว่าไม่ปกติเพราะเหยื่อของมันตายแล้ว ผีดูดเลือดส่วนมากชอบดูดเลือดจากเหยื่อที่ยังมีชีวิต ผีดูดเลือดที่โด่งดังที่สุดนั่นก็คือท่านเคาท์แดร็กคิวล่า การพบผีดูดเลือดเริ่มต้นที่ยุโรปตะวันออก ซึ่งครั้งหนึ่งสัตว์ที่ดูดเลือดถูกคิดว่าเป็นวิญญาณของคนตาย
ประเพณีของผีดูดเลือดยังคงสืบเนื่องมาในปัจจุบันมีชายคนหนึ่งที่เชื่อว่าตัวเขาเองนั้นเป็นแวมไพร์ ถนนมืดๆในนิวออร์ลีนเป็นบ้านของแวมไพร์ยุคใหม่ โทนี่ พาร์คเกอร์ เขาเล่าว่า"ผมเป็นแวมไพร์มาตลอดชีวิต เมื่ออายุหกขวบได้ ผมมักจะบอกว่า เราเป็นมาตั้งแต่เกิด มันเลือกคุณ คุณไม่ได้เลือกที่จะเป็น ผมกัดคนไปประมาณห้าคน คนที่เชื่อว่าเป็นแวมไพร์จะดูจากวิธีการแต่งตัว วิธีใช้ชีวิต ลักษณะภายนอก สิ่งที่ทำจะไม่มีอะไรที่ดูธรรมดา และนั่นเป็นวิธีการใช้ชีวิตของผมและนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเรียกกันว่าปกติ มันไม่ใช่เลยน่ะครับ" การเป็นแวมไพร์มีความหมายมากกว่าการใส่เสื้อคลุม มันเป็นเรื่องของจิตใจ แวมไพร์ยุคใหม่ดำเนินชีวิตตามท่านเคาท์แดร็กคิวล่าที่ไม่ยึดติดพวกเขามองความตายในฐานะความจริงของชีวิตและต่อต้านความกดดันจากสังคมที่บอกว่าสิ่งใดถึงเรียกว่าปกติ และแน่นอนว่าแวมไพร์จะออกหากินตอนกลางคืน มันทำให้โทนี่ต้องทำงานตอนกลางคืนเท่านั้นนั่นก็คืองานไกด์ส่วนตัวที่พานักท่องเที่ยวชมมรดกแวมไพร์ของเมือง ไฮไลท์ของการทัวร์จะเป็นตอนจบ ทันทีที่จบการทัวร์เราเล่าประวัติศาสตร์ให้นักท่องเที่ยวฟัง บางคนก็จะช็อค บางคนก็แปลกใจ บางคนรู้สึกกลัวและบางคนก็ทึ่งมากจนรู้ว่าพวกเขาต้องกลับมาอีก และบางคนจะเป็นเหมือนที่เราเป็นเพียงแต่เขายังไม่รู้ตัวเท่านั้น ยากที่จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นแวมไพร์ เหนือสื่งอื่นใดใครจะเชื่อว่าสิ่งที่สวยงามอย่างผีเสื้อจะเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือดได้
อันดับที่ 8 ปลาแคนดิรู (Candiru Fish)
ในผืนน้ำของอเมซอนมีสัตว์กินเลือดที่น่ากลัวมากจนเหมือนกับออกมาจากภาพยนต์สยองขวัญของฮอลลีวู้ด ไม่ต้องนึกถึงจระเข้ ปลาไหลไฟฟ้าหรือปลาปิรันย่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในน้ำของอเมริกาใต้ตัวยาวไม่ถึง 1 นิ้ว ปลาตัวเล็กนี้มีชื่อว่าแคนดิรู (Candiru) มันได้อันดับ 8 จากการจัดอันดับของเราเพราะว่ามันดูดเลือด มันอาบเลือด มันจะหาเหยื่อด้วยการตามรอยสารประกอบไนโตรเจนที่ออกมาจากเหงือกของปลาที่ตัวใหญ่กว่า จากนั้นมันก็รอโอกาสไปอยู่ข้างเส้นเลือดใต้เปลือกที่ปิดเหงือกนั่นเอง ปลาแคนดิรูใช้หนามแหลมที่หัวขูดไปตามเหงือกของเหยื่อจนกระทั่งเลือดไหล มันใช้เวลาไม่กี่นาทีดูดเลือดจนอิ่มจนท้องป่องจากนั้นก็ออกมาจมลงไปใต้อม่น้ำเพื่อย่อยอาหาร และสิ่งที่ทำให้ปลาผีดูดเลือดนี้ดูน่ากลัวนั้นเพราะของเสียที่ขับออกมาทางเหงือกปลานั้นคล้ายกับสารที่พบในปัสสาวะคน สิ่งนี้อาจทำให้ปลาแคนดิรูสับสนจนเกิดความผิดพลาดได้ ปลาชนิดนี้เคยถูกผ่าออกมาจากท่อปัสสาวะของคน ต้องใช้วิธีการแพทย์ที่ซับซ้อนเอาปลาที่อยู่ในท่อปัสสาวะนั้นออกมา แต่ปลาแคนดิรูไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่ชอบอาบเลือด ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าเลือดนำแก่นของชีวิตไปทั่วร่าง ดังนั้นการอาบเลือดจึงน่าจะเป็นวิธีในอุดมคติ นักรบชาวโรมันเห็นว่าเลือดคือสุดยอดเครื่องดื่มให้พลังงาน พวกเขาได้พละกำลังมาจากการดื่มเลือดของคู่ต่อสู้
ปัจจุบันคนบางคนยังดื่มเลือดกันอยู่ ในแอฟริกาชาวเผ่ามาไซ (Maasai Tribe) ไม่ดื่มเลือดมนุษย์ แต่ได้รับธาตุอาหารจากเลือดของวัวที่เลี้ยงไว้ สัตว์เหล่านี้ถูกรีดเลือดออกมาอย่างระมัดระวังเพื่อให้วัวไม่เป็นอันตราย เลือดมักจะถูกนำไปผสมกับนม เป็นเครื่องดื่มที่ชาวมาไซเชื่อว่าทำให้มีเรี่ยวแรงกำลังวังชา มิลค์เชคเลือดนี้อาจไม่ใช่รสชาติสำหรับทุกคนแต่สำหรับชาวมาไซแล้วเลือดเป็นเพียงแหล่งอาหารและแหล่งโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดเท่านั้น เลือดเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญต่อปลาแคนดิรู และนี่ก็คือเหตุผลที่ทุกคนซึ่งปัสสาวะขณะว่ายน้ำในอเมซอนจะต้องจดจำเอาไว้เสมอว่าอาจจะมีปลาดูดเลือดแคนดิรูแอบเข้าไปในบริเวณไม่พึงประสงค์ได้
อันดับ 7 ค้างคาวแวมไพร์
ค้างคาวที่มีชื่อเสียงแต่คุณจะไม่เจอผีดูดเลือดชนิดนี้ที่ทรานซิลวาเนีย ค้างคาวดูดเลือดตัวจริงพบได้ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พวกมันชอบกินเลือดวัวและมีอันครายทางสุขภาพที่คาดไม่ถึง ค้างคาวแวมไพร์มีต่อมที่ไวต่อการรับความร้อนที่จมูกซึ่งหมายความว่ามันจะพบว่าตรงไหนที่เส้นเลือดอยู่ใกล้ผิวหนัง จากนั้นมันจะเลียผิวหนังนั้น กัด ดึงบริเวณที่มีขนออก ก่อนจะดึงเอาชิ้นเนื้อเล็กๆออกมาด้วยฟันหน้าที่แหลมคมของมัน ค้างคาวไม่ดูดเลือดแต่ใช้วิธีเลีย มันดูดเลือดประมาณ 5 ช้อนชา ซึ่งนับว่าเป็นของเหลวจำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมัน ลองนึกภาพดูหากเราดูดเลือดได้เหมือนค้างคาวดูดเลือด เราคงดูดเลือดเป็นปริมาณเท่ากับน้ำหนักตัวของเราในแต่ละวัน สารประกอบสำคัญของเลือดคือพลาสมา ของเหลวใสที่กินพื้นที่ภายในกระเพาะของค้างคาวแต่กลับให้ธาตุอาหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เมื่อค้างคาวอิ่มแล้ว มันจะปล่อยปัสสาวะออกมา เป็นวิธีกำจัดน้ำหนักส่วนเกินที่เร็วที่สุดก่อนจะขึ้นบิน ค้างคาวแวมไพร์ได้อันดับ 7 ของเราเพราะการปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของนักดูดเลือดอีกข้อ เมื่อเปรียบเทียบกับค้างคาวชนิดอื่น ผนังกระเพาะของมันบางและยืดหยุ่นได้ดีและยังมีเส้นเลือดฝอยรอบๆกระเพาะเพื่อเพิ่มอัตราการดูดซึมธาตุอาหาร แวมไพร์เหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกกัดเพราะมันหิวอยู่เสมอ ค้างคาวอยู่เกินสองคืนไม่ได้ถ้าไม่มีอาหาร ไม่เช่นนั้นมันอาจจะตายได้
อันดับ 6 ยุง
ส่วนมากยุงตัวผู้และตัวเมียมักจะกินน้ำตาลจากพืช แต่ถ้ายุงตัวเมียต้องการแพร่พันธุ์ พวกมันต้องการเลือด ดังนั้นยุงทุกตัวที่เคยกัดคุณจะต้องเป็นยุงตัวเมีย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสารเคมี 340 ชนิดที่ร่างกายปล่อยออกมาซึ่งเป็นที่ชื่นชิบของยุง ถ้าคุณคิดว่ายุงกัดคุณมากกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะคุณมีกลิ่นที่แตกต่างกันเล็กน้อย เลือดของคุณที่ยุงดูดเข้าไปจะทำให้ตัวของมันพองเหมือนแมลงลูกโป่ง ต้องขอบคุณปากที่ซับซ้อนที่สุดในอันดับของเรานี้ ปากของยุงเหมือนกับส่วนผสมของมีดเอนกประสงค์ swiss army เข็มฉีดยาและเครื่องดูดฝุ่น ยุงอยู่ในอันดับที่หกเพราะมันสามารถดูดเลือดได้มากกว่าน้ำหนักของมันเองถึงหนึ่งเท่าครึ่ง ดูเหมือนไม่มากแต่ถ้าคูณด้วยจำนวนยุงพันล้านตัว คุณก็จะเห็นการนองเลือด ลองนึกภาพว่าถ้าคุณถูกล้อมด้วยยุงตัวเมียที่กระหายเลือด สถิติบันทึกว่าคนเรานั้นโดนยุงกัดได้ 9,000 ครั้งต่อนาที ด้วยอัตราเท่านี้จะทำให้คุณเสียเลือดไปในร่างกายครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจที่สัตว์บางชนิดหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้โดนยุงกัด ยุงนั้นน่ารำคาญมากจนทำให้เกิดการอพยพที่ยิ่งใหญ่บนโลก กวางแคริบู (Caribou, Reindeer) ที่เกิดในหน้าร้อนของเขตหนึ่งถูกฝูงยุงจำนวนมากรบกวน มันจะยืนอยู่รวมๆกัน เพราะแต่ละตัวจะทรมานน้อยลงเมื่ออยู่รวมกันเป็นฝูง ช่วงเวลาที่ฝูงแมลงอาละวาดรุนแรงฝูงกวางแคริบูจะเคลื่อนที่ตลอดเวลาและสามารถเดินทางได้ 40 ไมล์ต่อวัน เมื่อโดนฝูงยุงไล่ตามอาจจะน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยคุณยังได้ยินเสียงมันเข้ามาใกล้ ไม่เหมือนกับสัตว์ดูดเลือดในอันดับต่อไป
อันดับ 5 ทากดูดเลือด
ที่วนอุทยานแห่งชาติ Kaziranga ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย งานปกป้องถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าที่นี่เป็นงานที่อันตรายของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน พวกเขามักโดนทากเข้าโจมตี ตัวดูดเลือดตัวเล็กๆนี้มีอาวุธเป็นเซ็นเซอร์ที่น่าทึ่ง ร่างกายของมันปกคลุมด้วยเซลล์ที่ไวต่อแสง ทำให้มันเชี่ยวชาญในการเคลื่อนที่ตามเงาและกระโดดลงใส่ทุกอย่างที่อยู่เบื้องล่าง ถ้ามันลงมาไม่ต้องมันก็จะตามคุณโดยตามกลิ่นที่ทิ้งเอาไว้นั่นเอง ความร้อนในร่างกายของเหยื่อนำไปสู่การเดินทางในช่วงสุดท้ายของทาก ทากมีเขี้ยวสามอัน และฟัน 300 ซี่ ที่จะพยายามเจาะผ่านผิวหนังของคุณ ทากอยู่ในอันดับ 5 เพราะมันกินเลือดได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันถึงห้าเท่า ความกระหายเลือดของทากเป็นที่นึกถึงของแพทย์ในยุคกลาง ช่วงที่รุ่งเรื่องในฝรั่งเศส คาดว่าในแต่ละปีทากดูดเลือดจากคนไข้มากกว่า 400,000 แกลลอน และส่วนมากจะมาจากส่วนของร่างกายที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตามคำบอกเล่าของนักสะสมสิ่งของทางการแพทย์ยุคโบราณ ตามประวัติศาสตร์แล้วทากถูกใช้เพื่อดูดเอาความเลวร้ายออกมา เช่นเวลาที่มีไข้จะใช้ทากดูดเอาเลือดออกมา เพื่อให้เกิดการสมดุล ความเข้าใจในตอนนั้นเกี่ยวกับชีววิทยายังไม่ถึงที่สุด การรักษาแบบนั้นถูกละเลยไปเพราะเห็นได้ชัดว่ามันไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา แต่ในวันนี้แพทย์ใช้ประโยชน์ในการดูดเลือดของทากเพื่อกำจัดเลือดส่วนเกินและลดอาการบวมที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด เนื้อเยื่อตรงที่มีเลือดไหลมารวมกัน จะใช้ทากดูดเลือดบริเวณนั้นออกมาเพื่อไม่ให้มันเป็นพิษกับเนื้อเยื่อ ขณะที่ทุกคนจะไม่ชอบแนวคิดที่เอาทากมาดูดเลือดเพื่อรักษาแผลผ่าตัด แต่มันก็ได้ผลอย่างน่าทึ่ง และสัตว์ชนิดอื่นต้องสูญเสียมากกว่านี้เมื่อโดนทากจู่โจม ในหนองน้ำบางแห่ง ทากอาจจะดูดเลือดกบเป็นๆจนตายได้ และเป็นวิธีตายที่สุดทรมาน แต่ก็ยังมีมากกว่านี้อีกในการจัดอันดับของเรา
อันดับ 4 แมลงสังหาร
เมื่อพระอาทิตย์ตกในอเมริกาใต้ แมลงสังหารนักล่าก็ออกหาเหยื่อของมัน แม้แต่ในความมืดสนิท แมลงรู้ตำแหน่งที่จะกัดได้อย่างแม่นยำเพราะมันมีประสาทสัมผัสรับความร้อน คุณจะไม่รู้สึกอะไรขณะที่มันทิ่มงวงลงไป เพราะมีสารที่เป็นเหมือนยาชาที่งวงของมัน มีนอยู่ในอันดับที่ 4 เพราะมันสามารถดูดเลือดได้ถึง 6 เท่าของน้ำหนักตัวของมัน แต่แมลงสังหารไม่ใช่ผีดูดเลือดลึกลับเพียงชนิดเดียวในละตินอเมริกา ช่วงปี 1950 มีรายงานว่ามีสัตว์ที่มีลักษณะพฤติกรรมเหมือนกับแวมไพร์ที่ฆ่าแพะและไก่ ไม่มีหลักฐานของการต่อสู้ มีเพียงรอบเจาะ 2-3 แห่งเท่านั่น เหยื่อโดนดูดเลือดจนหมดตัวและลำตัวไม่มีบาดแผล สิ่งมีชีวิตลึกลับนี้ถูกเรียกว่า ชูปาคาบรา (Chupacabras) ซึ่งแปลว่าตัวดูดเลือดแพะ ชูปาคาบรามีชื่อเสียงร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่เหนือธรรมชาติ เช่นตัวบิ๊กฟุต และปิศาจล็อกเนส ผู้คนต่างพรั่นพรึงไปกับฆาตกรรมลึกลับนี้ จนกระทั่งในที่สุดได้มีการอธิบายถึงสาเหตุการตายของแพะ แต่ก็ยังมีบางคนเชื่อว่าชูปาคาบรามีอยู่จริง
อันดับ 3 เรือด
เวลานอนของคุณอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันคลานเจข้ามาสู่การนับถอยหลังในอัดับที่ 3 มันรอคอยอยู่ในซอกอย่างอดทนนานถึง 18 เดือน จนกระทั่งมันถูหลอกล่อออกมาด้วยกลิ่นคาร์บอนไดออกไซด์ที่สุดต้านทานจากลมหายใจของคุณ กิจกรรมของมันมักจะเดินไปตามลงจรการนอนหลับของมนุษย์ มันใช้เวลากว่าห้านาทีกว่าจะดูดเลือดจนอิ่ม เรือดได้อันดับสามในการจัดอันดับเพราะมันสามารถกินเลือดได้มากกว่าน้ำหนักของมันเองถึง 7 เท่า มนุษย์ผู้ชายโดยเฉลี่ยไม่มีทางดื่มของเหลวได้มากขนาดนั้น ถ้าคิดกันว่าเลือดมากขนาดนี้พอที่จะทำให้คุณเป็นลมล้มพับ คุณก็น่าจะชอบการถ่ายเลือดครั้งแรกสุดที่มีการบันทึกเอาไว้ที่กรุงปารีส ย้อนกลับไปในปี 1667 บรรดาแพทย์คิดกันว่าคนบ้าจะรักษาให้หายได้ถ้าถ่ายเลือดกับวัว วัวเป็นสัตว์ที่นุ่มนวลใจดีและมีทฤษฎีที่คิดกันในตอนนั้นว่าความนุ่มนวลจะถูกส่งผ่านทางเลือดได้ ก็เลยจับวัวและคนบ้ามามัดรวมกันไว้เชื่อมเส้นเลือดเข้าด้วยกัน คนไช้จะเริ่มปัสสาวะออกมาเป็นสีดำและชัก แต่นอกจากนี้แล้วเขาก็ปลอดภัยดี การทดลองแบบเดียวกันนี้ทำกันโดยทั่วไปในยุโรปและทดลองด้วยนมและไวน์
อันดับ 2 หมัด
บ้านของคุณมีแขกไม่ได้รับเชิญหรือไม่ มองลงไปที่เส้นใยของพรมคุณอาจเจอตัวอ่อนของอันดับ 2 ของเรา พวกมันไม่ดูดเลือด มันมีความสุขดีกับการกินเส้นใย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และของเสียแห้งๆที่พ่อแม่ของมันปล่อยเอาไว้ และเมื่อเข้าวัยเป็นดักแด้มันจะใช้เส้นใยห่อหุ้มตัวมันเอาไว้ และเมื่อเป็นตัวเต็มวัยมันก็พร้อมที่จะดูดเลือดด้วยการจับแรงสั่นสะเทือนและคาร์บอนไดออกไซด์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื่องจากสายตาของมันไม่ค่อยจะดีนัก หมักเป็นนักกระโดดที่ดีที่สุดในโลก มันสามารถกระโดดได้ไกลกว่าความยาวของลำตัวของมันถึง 150 เท่า มันได้อันดับสองเพราะความสามารถในการดูดเลือดที่มากกว่าน้ำหนักตัวของมันถึง 15 เท่า
อันดับ 1 เห็บ
สัตว์อันดับหนึ่งในการนับถอยหลังของสัตว์นักดูดเลือดคือสัตว์ที่น่ารำคาญที่สุด มีแวมไพร์ที่เชี่ยวชาญชนิดนี้กว่า 850 สายพันธุ์ และหนึ่งในนั้นอาศัยอยู่ในทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari Desert) มันรอนานกว่า 4 ปี ฝังตัวอยู่ในทราย ใต้ร่มเงาต้นอัลเคเชีย ต้องรอคอยเวลากว่าที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะเข้ามาใต้ร่มไม้และตอนนั้นเองที่มันจะเข้าจู่โจม สัตว์ที่คลานมาสู่อันดับ 1 ในการจัดอันดับของเราคือเห็บแทมปัน (Tampan Tick) เป็นสัตว์ 8 ขา ตระกูลเดียวกับแมงุม มาพร้อมความกระหายเลือด เห็บบางชนิดอาจจะตัวยาวเพียง เศษ1ส่วน4 นิ้ว เช่นเดียวกับเห็บชนิดอื่น เห็บแทมปันตามรอยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย และความร้อนในตัว เห็บเลือกที่ๆดีที่สุดในการกินอาหารโดยรับสัมผัสความร้อนจากเส้นเลือดที่ใกล้ผิวหนังที่สุด จากนั้นก็ดูดเลือด มันกินเลือดได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันเองถึง 600 เท่า
ที่มา สารคดี Animal Planet The Most Extreme
10 สถานที่สุดแห่งความสยองขวัญ
คุณกำลังก้าวเข้าสู่โลกแห่งตำนานลึกลับ เรื่องราวภูติผีและประสบการณ์น่ากลัว ท้าทายความตายและขอต้อนรับสู่เส้นทางแห่งอาถรรพ์ ขอต้อนรับสู่ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า
หนึ่งในสถานที่ลึกลับที่สุดในโลกคือสามเหลี่ยมในตำนานแห่งทะเลที่อยู่ระหว่าง 3 จุดในมหาสมุทรแอตแลนติก เปอร์โตริโก ฟลอริด้า และเบอร์มิวด้า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีคนอย่างน้อย 1,000 คนเสียชีวิตที่นี่ เรือและเครื่องบินมากกว่า 100 ลำสูญหายไปโดยไร้ร่องรอย ขอต้อนรับสู่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าปลายทางสยองขวัญอันดับที่ 10 คำอธิบายถึงวัตถุจำนวนมากสูญหายไปในบริเวณสามเหลี่ยมมีตั้งแต่พืชยักษ์ ระเบิดลูกไฟ ถูกสัตว์ประหลาดโจมตี มิติเวลาแปรปรวน และต่างดาวลักพาตัว ด้วยเหตุนี้จึงอาจแปลกใจที่บางคนอยากมาสัมผัสที่นี่ และบริเวณที่ดีที่สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเบอร์มิวด้าคือเกาะบิมินิ (Bimini) 50 ไมล์จากไมอามี่มุ่งสู่ศูนย์กลางของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และนำไปสู่เรื่องลึกลับที่สุดของเบอร์มิวด้า การสูญหายของเที่ยวบินที่ 19 ในปี 1945 ฝูงเครื่องบินรบ 5 ลำ บินขึ้นจากท่าอากาศยานฐานทัพเรือเพื่อซ้อมรบ 90 นาทีให้หลังหัวหน้าผู้ฝูงวิทยุแจ้งว่าหลงทาง และหลังจาก 3 ชั่วโมงก็ได้รับข้อความสุดท้ายที่สับสน ฝูงบินขาดการติดต่อ และเราไม่เคยได้พบซากเครื่องบิน
ฮอลลีวู้ด
ฮอลลีวู้ด แคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงในโลก และในอีกด้านหนึ่งฮอลลีวู้ดก็เป็นหนึ่งในที่เที่ยวสุดสยองได้เช่นกัน และสยองพอที่จะเป็นอันดับที่ 9 ในการจับอันดับนี้ ที่โรงแรมรูสเวลต์ แขกที่นี่รวมถึงนักแสดงผู้มีชื่อเสียงจากต้นยุคของการผลิตภาพยนต์ จากชาร์ลี แชปปลิ้น สู่มารีลีน มอนโร มีเรื่องเล่าว่าบางคนก็ไม่เคยเช็คเอาท์ มีคนเชื่อว่าผีนักแสดงมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ สิงอยู่ที่ห้อง 928 ที่โรงแรมแห่งนี้ มอนโกเมอรี่ คลิฟต์พักที่โรงแรมนี้ 2-3 เดือนก่อนถ่ายหนังเรื่อง from here to eternity คนที่เข้าพักในห้อง 928 มักจะได้ยินเสียงคนเล่นทรัมเป็ต และบางครั้งก็โทรมาต่อว่าแล้วบอกว่าช่วยบอกให้คนที่อยู่ข้างล่างหยุดเล่นทรัมเป็ตได้มั้ย แลัวเมื่อทางโรงแรมบอกกับเขาว่าเคยมีแขกที่เข้าพักห้องนั้นและเป็นคนที่ติดต่อกับวิญญาณได้บอกว่าเป็นวิญญาณของมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ แขกคนนั้นเมื่อได้ฟังแล้วกลับไม่กลัวและอยากจะพักต่อ ซึ่งเขาคิดว่ามันน่าหลงใหล ดาราอีกคนที่ยังสิงอยู่ในโรงแรมรูสเวลต์คือมารีลีน มอนโร เธอพักที่นี่เมื่อมาถึงฮอลลีวู้ดครั้งแรก มารีลีนพักที่ห้อง 246 ข้างสระว่ายน้ำ ตอนนั้นเป็นปี 1951 และเพราะเธอเคยพักที่นี่ เธอจึงยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ มอนรีลีนมอนโรตายอย่างลึกลับขณะนอนหลับในปี 1962 อายุ 36 ปี กระจกในห้องพักของเธอตอนนี้ถูกแขวนอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม หลายคนบอกว่าเคยเห็นเงาของเธอในกระจก
ไม่ไกลกันนั้นมีโรงแรม Knockerbocker ที่นี่ก็มีแขกมีชื่อเสียงเช่นกันทั้งที่ยังมีชีวิตและตายแล้ว มีคนเคยเห็นหัวคนลอยอยู่เหนือโต๊ะพูลในผับของโรงแรม และมีคู่รักกำลังนั่งเล่นกันในนั้น ทันใดนั้นพัดลมก็โฉบลงจากเพดานลอยไปทั่วห้อง หลอดไฟอีกข้างหนึ่งของห้องก็ระเบิดขึ้น แล้วคู่รักคู่นั้นก็เห็นผีผู้ชายแต่งกายในยุค 40 ปรากฏกายขึ้นแล้วก็แว่บหายไป แต่โรงแรมไม่ใช่ที่เดียวที่จะเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ สุสานตลอดกาลของฮอลลีวู้ดเป็นที่พักของคนมีชื่อเสียงมากมาย และเป็นที่รู้กันว่ามีผีมากกว่าที่อื่นในฮอลลีวู้ด เช่นดาราดังในยุค 1920 รูดอล์ฟ วาเลนติโน่ ซึ่งตายอย่างไม่คาดคิดด้วยแผลทะลุเรื้อรังด้วยอายุเพียง 31 ปี เชื่อกันว่าเขายังวนเวียนตามโถงทางเดินที่ร่างของเขาถูกฝังเอาไว้ บ่อยครั้งที่วิญญาณของเขาเตร็ดเตร่ออกไปที่พาราเม้าท์ อาถรรพ์แห่งฮอลลีวู้ดประกอบด้วยความหลงใหลในตัวคนดัง ถ้าคุณได้มีโอกาสไปพักที่โรงแรมรูสเวลต์ ถึงแม้คุณไม่มีโอกาสได้เจอมารีลีน มอนโรในชีวิตจริง แต่คุณอาจมีโอกาสได้เจอเธอในหนังแห่งความตาย
หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London)
ชื่อนครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปกติแล้วจะไม่ค่อยได้รู้สึกถึงความน่ากลัวนัก แต่มีสถานที่หนึ่งในลอนดอนที่น่ากลัวมากพอที่จะเป็นอันดับที่ 8 เรากำลังพูดถึง 900 ปีแห่งประวัติศาสตร์ของเลือด ความตายที่น่าสยดสยองโดยกิโยตินและคมขวาน การถูกแขวนคอ ถูกยิง คมดาบ การตายอย่างทารุณต่างๆ มันเป็นปราสาทและคุกเก่าแก่ที่สุด ซึ่งน่ากลัวเหนือคำบรรยาย นักโทษมากมายถูกพามาที่หอคอย ผู้ที่ผิดด้วยข้อหาศาสนานอกรีตถูกเผาทั้งเป็น ชนชั้นปกครองถูกสังหารบนเนินของหอคอยอันเป็นการประหารต่อหน้าฝูงชน มันคือมรดกของความโหดเหี้ยมที่ให้กำเนิดตำนานเหนือธรรมชาติ ทหารยามที่ดูแลปราสาทรายงานว่าเห็นร่างหญิงไร้ศรีษระเดินมุ่งไปทางโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ นั่นคือแอนน์ โบลีน กับหัวที่อยู่ในอ้อมแขน ถ้าคุณมองหาตำนานสยองขวัญที่นี่มีให้คุณมากมาย
Mutter Museum
โครงกระดูกมนุษย์ อวัยวะที่เป็นโรคและความผิดปกติทางการแพทย์ นำไปสู่นิทรรศการที่น่าสยองที่สุดในโลก และมันก็มาอยู่ในอันดับที่ 7 มันคือพิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์การแพทย์มุทเทอร์ เป็นความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับพิพิธภัณฑ์อื่นในเมืองฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์แสดงอุปกรณ์การสอนและชุดการสอนทางการแพทย์จากปี 1800 เพื่อแสดงให้เห็นว่านักเรียนเรียนรู้ที่จะตรวจพบเชื้อโรคและเพื่อรวบรวมสิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษาทางการแพทย์ พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์ยังคงรวบรวมอุปกรณ์การสอน แต่เมื่อเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชมในปี 1963 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเพื่อความสยองขวัญในบรรยากาศของนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ มันมีทั้งพยาธิตัวตืดที่ยาวมากและทารกสามหัว จุดที่ได้รับความสนใจ รวมถึงรูปหล่อปูนขาวของแฝดสยาม ชุดสะสมอวัยวะที่เป็นโรค รวมถึงลำไส้ใหญ่ขนาดยักษ์ ชุดสะสมอันแปลกประหลาดของวัตถุที่พบในทางเดินอากาศและทางเดินอาหารของมนุษย์ โถบรรจุชิ้นส่วนตัวอย่างของมนุษย์ที่ติดเชื้อที่สยองจนทำให้คุณไม่อยากเจอกับตัวเอง แม้ว่าพิพิธภัณฑ์มุทเทอร์จะถูกออกแบบมาเพื่อการศึกษาแต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อความบันเทิง
Gettyburg
ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ๆชาย 51,000 คนต้องเสียชีวิต วันที่ 1-3 กรกฎาคม 1863 คลื่นแห่งสงครามกลางเมืองก็เปลี่ยนทิศไป เมื่อเกิดสงครามที่นองเลือดที่สุดในแผ่นดินอเมริกา สงครามที่ Gettyburg มันเป็นที่ๆศักดิ์สิทธิ์ มีทหารพัธมิตรถูกฝังที่นี่ ทุกปีนักท่องเที่ยว 1,700,000 คน เดินข้ามพื้นที่ 6,000 เอเคอร์ของสนามรบ บ้างมาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ บ้างเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ หลายคนมาด้วยเหตุผลอื่น เรื่องของสถานที่ผีสิง กลิ่นแปลกๆ และความเย็นยะเยือก กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักท่องเที่ยวใน Gettyburg มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น บางอย่างปรากฏในรูปถ่าย
นิวออร์ลีน
วิญญาณ เรื่องลี้ลับที่อธิบายไม่ได้ ปิศาจที่น่ากลัวแห่งวูดู ที่นี่หลายคนรู้ศึกถึงวิญญาณ เวทมนต์และความเชื่อโบราณ การติดต่อของนิวออร์ลีนกับภูตผีนั้นยาวนานและเข้มข้น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์วูดู หรือทัวร์จตุรัสฝรั่งเศสยามราตรี เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้สัมผัสด้านมืดของนิวออร์ลีน เป็นที่ๆคนธรรมดาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความลี้ลับ
Salem Massachusetts
อาณานิคมที่งดงามดั่งภาพวาด เพียง 30 นาทีจากบอสตัน เมืองเซเลมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และหลักฐานของการปฏิวัติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อสำรวจมรดกอาถรรพ์แห่งเซเลม ในปี 1692 คน 19 คนถูกแขวนคอในข้อหาเป็นแม่มด เป็นผู้หญิง 14 คน และชาย 5 คน
Area 51
เป็นที่ไกลจากผู้คน ห่างจากลาสเวกัส 75 ไมล์ไปทางตะวันตก ด้วยชื่อแปลกๆก็คือทางหลวงจากนอกโลก เป็นความลับสุดยอดของรัฐบาลที่เป็นต้นตอของการปรากฏของต่างดาว นี่คือที่สำหรับปลีกวิเวกของรัฐบาลแม้ว่าเราพยายามที่จะเข้าถึงมัน รัฐบาลปฏิเสธว่ามีที่แห่งนี้อยู่ จนปี 1995 รัฐบาลได้ยอมรับว่าได้ทดลองเครื่องบินสอดแนมที่นี่ แม้ว่ามีเครื่องบินทดสอบที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็น UFO หลายต่อหลายครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อกับต่างดาวจนปี 1989 นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งออกมาบอกว่าพวกเขาทำงานบนยานต่างดาวในโรงเก็บบนหุบเขาที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเขตพื้นที่ Area 51 นักวิทยาศาสตร์คนนั้นออกโทรทัศน์ท้องถิ่นในเวกัสบอกว่า "ผมเป็นนักฟิสิกส์ถูกเกณฑ์ให้ไปตรวจพิสูจน์ทางวิศวกรรมของระบบการขับเคลื่อนต่อต้านแรงดึงดูดของโลกด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าของวัถุที่บินได้รูปจานรองถ้วยเหมือนในหนังสงครามของมนุษยชาติ" รอบๆบริเวณนั้นไม่มีรั้วกั้น และผู้ที่อยากรู้ทั้งหลายก็ไมกล้าเข้าไป พวกเขาคอยเฝ้าดูด้วยกล้องส่องทางไกลคุณภาพสูง มีกล้องบันทึกภาพระยะไกลบนสันเขา และมีป้ายเตือนห้ามเข้า
Winchester Mystery House
อันดับ 2 ของปลายทางสยองขวัญคือพื้นที่ 160 ห้องของแมนชั่นในซานโฮเซ่ แคลิฟอร์เนีย บ้าน Winchester ที่ซึ่งเล่ากันว่ามีผีสิง บ้านถูกออกแบบแปลกๆ มีทางเดินลับและทางตันอยู่ทั่วพื้นที่ คฤหาสถ์นี้เคยเป็นบ้านของ Sarah Winchester ผู้มีสมบัติมากมายจากสามีลูกหลานตระกูลผู้ผลิตปืนไรเฟิล หลังจากการตายของสามีและลูกสาว เธอพบร่างทรงซึ่งบอกเธอว่า การตายของลูกสาวและสามีของเธอเป็นเพราะวิญญาณทั้งหลายที่ตายด้วยปืนไรเฟิล หนทางในการแก้ปัญหานี้ก็คือเธอต้องซื้อบ้านและสร้างไปเรื่อยๆ และตรายที่เธอยังสร้างบ้าน เหล่าวิญญาณก็จะไม่ทำร้าย เธอทำตามคำเตือนโดยซื้อบ้านที่ทิ้งร้าง ในปี 1884 เธอซื้อบ้านมีห้องแปดห้องที่ยังไม่ได้ตกแต่ง 38 ปีให้หลัง เธอเปลี่ยนมันให้เป็นคฤหาสถ์ 7 ชั้น แบบบ้านที่วิปริต เธอสร้างประตูที่เปิดไปเจอกำแพง หน้าต่างทางตัน ห้องประชุมที่มีทางเข้าทางเดียวสามทางออกและประตูลับที่ร่วงไปสู่ห้องครัวชั้นล่าง เธอตายในปี 1920 เมื่ออายุ 83 ปี และงานสร้างทั้งหมดก็หยุดลง
บ้านที่เกิดเหตุคดีลิซซี่ บอร์เดน
เมืองนิวอิงค์แลนด์อันเงียบสงบเป็นที่เหมาะมากสำหรับพักผ่อนหรือฆาตกรรมโหด ที่นี่เป็นบ้านเกิดของลิซซี่ บอร์เดน กับเหตุการณ์ฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและลี้ลับที่สุดตลอดกาล คดีที่พ่อและแม่เลี้ยงของลิซซี่ บอร์เดนถูกฆ่าตายในบ้าน คำให้การของลิซซี่ที่น่าส่งสัย จนปัจจุบันก็ยังเป็นความลับว่าเธอฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงหรือไม่ ที่เกิดเหตุได้ถูกเปลี่ยนเป็นห้องพักและพิพิธภัณฑ์ แขกต้องจองเป็นปีล่วงหน้าเพื่อที่จะได้นอนในห้องนอนที่แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฆ่าหรือเพื่อนั่งบนโซฟาที่พบศพพ่อของเธอ แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฟันถึง 19 แผล เธอถูกจับตะแคง เธอเห็นฆาตกรมุ่งเข้ามาที่เธอ จากนั้นก็กระหน่ำยิงกระสุน 18 นัดเข้าที่หัว ส่วนพ่อของเธอถูกฆ่าใน 90 นาทีต่อมา และมีการแจ้งความว่าพบศพของเขาก่อน เขาถูกยิง 10 นัดที่หัว พ่อของลิซซี่มีทรัพย์สินถึงกว่า 500,000 ดอลล่าห์ ถ้าเทียบกับปัจจุบันอาจเป็นมูลค่าถึง 12 ล้านดอลล่าห์ แม้จะมีเหตุจูงใจแต่จากการสอบสวนพบว่าลิซซี่บริสุทธิ์
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า
หนึ่งในสถานที่ลึกลับที่สุดในโลกคือสามเหลี่ยมในตำนานแห่งทะเลที่อยู่ระหว่าง 3 จุดในมหาสมุทรแอตแลนติก เปอร์โตริโก ฟลอริด้า และเบอร์มิวด้า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีคนอย่างน้อย 1,000 คนเสียชีวิตที่นี่ เรือและเครื่องบินมากกว่า 100 ลำสูญหายไปโดยไร้ร่องรอย ขอต้อนรับสู่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าปลายทางสยองขวัญอันดับที่ 10 คำอธิบายถึงวัตถุจำนวนมากสูญหายไปในบริเวณสามเหลี่ยมมีตั้งแต่พืชยักษ์ ระเบิดลูกไฟ ถูกสัตว์ประหลาดโจมตี มิติเวลาแปรปรวน และต่างดาวลักพาตัว ด้วยเหตุนี้จึงอาจแปลกใจที่บางคนอยากมาสัมผัสที่นี่ และบริเวณที่ดีที่สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเบอร์มิวด้าคือเกาะบิมินิ (Bimini) 50 ไมล์จากไมอามี่มุ่งสู่ศูนย์กลางของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และนำไปสู่เรื่องลึกลับที่สุดของเบอร์มิวด้า การสูญหายของเที่ยวบินที่ 19 ในปี 1945 ฝูงเครื่องบินรบ 5 ลำ บินขึ้นจากท่าอากาศยานฐานทัพเรือเพื่อซ้อมรบ 90 นาทีให้หลังหัวหน้าผู้ฝูงวิทยุแจ้งว่าหลงทาง และหลังจาก 3 ชั่วโมงก็ได้รับข้อความสุดท้ายที่สับสน ฝูงบินขาดการติดต่อ และเราไม่เคยได้พบซากเครื่องบิน
ฮอลลีวู้ด
ฮอลลีวู้ด แคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงในโลก และในอีกด้านหนึ่งฮอลลีวู้ดก็เป็นหนึ่งในที่เที่ยวสุดสยองได้เช่นกัน และสยองพอที่จะเป็นอันดับที่ 9 ในการจับอันดับนี้ ที่โรงแรมรูสเวลต์ แขกที่นี่รวมถึงนักแสดงผู้มีชื่อเสียงจากต้นยุคของการผลิตภาพยนต์ จากชาร์ลี แชปปลิ้น สู่มารีลีน มอนโร มีเรื่องเล่าว่าบางคนก็ไม่เคยเช็คเอาท์ มีคนเชื่อว่าผีนักแสดงมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ สิงอยู่ที่ห้อง 928 ที่โรงแรมแห่งนี้ มอนโกเมอรี่ คลิฟต์พักที่โรงแรมนี้ 2-3 เดือนก่อนถ่ายหนังเรื่อง from here to eternity คนที่เข้าพักในห้อง 928 มักจะได้ยินเสียงคนเล่นทรัมเป็ต และบางครั้งก็โทรมาต่อว่าแล้วบอกว่าช่วยบอกให้คนที่อยู่ข้างล่างหยุดเล่นทรัมเป็ตได้มั้ย แลัวเมื่อทางโรงแรมบอกกับเขาว่าเคยมีแขกที่เข้าพักห้องนั้นและเป็นคนที่ติดต่อกับวิญญาณได้บอกว่าเป็นวิญญาณของมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ แขกคนนั้นเมื่อได้ฟังแล้วกลับไม่กลัวและอยากจะพักต่อ ซึ่งเขาคิดว่ามันน่าหลงใหล ดาราอีกคนที่ยังสิงอยู่ในโรงแรมรูสเวลต์คือมารีลีน มอนโร เธอพักที่นี่เมื่อมาถึงฮอลลีวู้ดครั้งแรก มารีลีนพักที่ห้อง 246 ข้างสระว่ายน้ำ ตอนนั้นเป็นปี 1951 และเพราะเธอเคยพักที่นี่ เธอจึงยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ มอนรีลีนมอนโรตายอย่างลึกลับขณะนอนหลับในปี 1962 อายุ 36 ปี กระจกในห้องพักของเธอตอนนี้ถูกแขวนอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม หลายคนบอกว่าเคยเห็นเงาของเธอในกระจก
ไม่ไกลกันนั้นมีโรงแรม Knockerbocker ที่นี่ก็มีแขกมีชื่อเสียงเช่นกันทั้งที่ยังมีชีวิตและตายแล้ว มีคนเคยเห็นหัวคนลอยอยู่เหนือโต๊ะพูลในผับของโรงแรม และมีคู่รักกำลังนั่งเล่นกันในนั้น ทันใดนั้นพัดลมก็โฉบลงจากเพดานลอยไปทั่วห้อง หลอดไฟอีกข้างหนึ่งของห้องก็ระเบิดขึ้น แล้วคู่รักคู่นั้นก็เห็นผีผู้ชายแต่งกายในยุค 40 ปรากฏกายขึ้นแล้วก็แว่บหายไป แต่โรงแรมไม่ใช่ที่เดียวที่จะเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ สุสานตลอดกาลของฮอลลีวู้ดเป็นที่พักของคนมีชื่อเสียงมากมาย และเป็นที่รู้กันว่ามีผีมากกว่าที่อื่นในฮอลลีวู้ด เช่นดาราดังในยุค 1920 รูดอล์ฟ วาเลนติโน่ ซึ่งตายอย่างไม่คาดคิดด้วยแผลทะลุเรื้อรังด้วยอายุเพียง 31 ปี เชื่อกันว่าเขายังวนเวียนตามโถงทางเดินที่ร่างของเขาถูกฝังเอาไว้ บ่อยครั้งที่วิญญาณของเขาเตร็ดเตร่ออกไปที่พาราเม้าท์ อาถรรพ์แห่งฮอลลีวู้ดประกอบด้วยความหลงใหลในตัวคนดัง ถ้าคุณได้มีโอกาสไปพักที่โรงแรมรูสเวลต์ ถึงแม้คุณไม่มีโอกาสได้เจอมารีลีน มอนโรในชีวิตจริง แต่คุณอาจมีโอกาสได้เจอเธอในหนังแห่งความตาย
หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London)
ชื่อนครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปกติแล้วจะไม่ค่อยได้รู้สึกถึงความน่ากลัวนัก แต่มีสถานที่หนึ่งในลอนดอนที่น่ากลัวมากพอที่จะเป็นอันดับที่ 8 เรากำลังพูดถึง 900 ปีแห่งประวัติศาสตร์ของเลือด ความตายที่น่าสยดสยองโดยกิโยตินและคมขวาน การถูกแขวนคอ ถูกยิง คมดาบ การตายอย่างทารุณต่างๆ มันเป็นปราสาทและคุกเก่าแก่ที่สุด ซึ่งน่ากลัวเหนือคำบรรยาย นักโทษมากมายถูกพามาที่หอคอย ผู้ที่ผิดด้วยข้อหาศาสนานอกรีตถูกเผาทั้งเป็น ชนชั้นปกครองถูกสังหารบนเนินของหอคอยอันเป็นการประหารต่อหน้าฝูงชน มันคือมรดกของความโหดเหี้ยมที่ให้กำเนิดตำนานเหนือธรรมชาติ ทหารยามที่ดูแลปราสาทรายงานว่าเห็นร่างหญิงไร้ศรีษระเดินมุ่งไปทางโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ นั่นคือแอนน์ โบลีน กับหัวที่อยู่ในอ้อมแขน ถ้าคุณมองหาตำนานสยองขวัญที่นี่มีให้คุณมากมาย
Mutter Museum
โครงกระดูกมนุษย์ อวัยวะที่เป็นโรคและความผิดปกติทางการแพทย์ นำไปสู่นิทรรศการที่น่าสยองที่สุดในโลก และมันก็มาอยู่ในอันดับที่ 7 มันคือพิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์การแพทย์มุทเทอร์ เป็นความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับพิพิธภัณฑ์อื่นในเมืองฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์แสดงอุปกรณ์การสอนและชุดการสอนทางการแพทย์จากปี 1800 เพื่อแสดงให้เห็นว่านักเรียนเรียนรู้ที่จะตรวจพบเชื้อโรคและเพื่อรวบรวมสิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษาทางการแพทย์ พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์ยังคงรวบรวมอุปกรณ์การสอน แต่เมื่อเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชมในปี 1963 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเพื่อความสยองขวัญในบรรยากาศของนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ มันมีทั้งพยาธิตัวตืดที่ยาวมากและทารกสามหัว จุดที่ได้รับความสนใจ รวมถึงรูปหล่อปูนขาวของแฝดสยาม ชุดสะสมอวัยวะที่เป็นโรค รวมถึงลำไส้ใหญ่ขนาดยักษ์ ชุดสะสมอันแปลกประหลาดของวัตถุที่พบในทางเดินอากาศและทางเดินอาหารของมนุษย์ โถบรรจุชิ้นส่วนตัวอย่างของมนุษย์ที่ติดเชื้อที่สยองจนทำให้คุณไม่อยากเจอกับตัวเอง แม้ว่าพิพิธภัณฑ์มุทเทอร์จะถูกออกแบบมาเพื่อการศึกษาแต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อความบันเทิง
Gettyburg
ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ๆชาย 51,000 คนต้องเสียชีวิต วันที่ 1-3 กรกฎาคม 1863 คลื่นแห่งสงครามกลางเมืองก็เปลี่ยนทิศไป เมื่อเกิดสงครามที่นองเลือดที่สุดในแผ่นดินอเมริกา สงครามที่ Gettyburg มันเป็นที่ๆศักดิ์สิทธิ์ มีทหารพัธมิตรถูกฝังที่นี่ ทุกปีนักท่องเที่ยว 1,700,000 คน เดินข้ามพื้นที่ 6,000 เอเคอร์ของสนามรบ บ้างมาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ บ้างเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ หลายคนมาด้วยเหตุผลอื่น เรื่องของสถานที่ผีสิง กลิ่นแปลกๆ และความเย็นยะเยือก กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักท่องเที่ยวใน Gettyburg มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น บางอย่างปรากฏในรูปถ่าย
นิวออร์ลีน
วิญญาณ เรื่องลี้ลับที่อธิบายไม่ได้ ปิศาจที่น่ากลัวแห่งวูดู ที่นี่หลายคนรู้ศึกถึงวิญญาณ เวทมนต์และความเชื่อโบราณ การติดต่อของนิวออร์ลีนกับภูตผีนั้นยาวนานและเข้มข้น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์วูดู หรือทัวร์จตุรัสฝรั่งเศสยามราตรี เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้สัมผัสด้านมืดของนิวออร์ลีน เป็นที่ๆคนธรรมดาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความลี้ลับ
Salem Massachusetts
อาณานิคมที่งดงามดั่งภาพวาด เพียง 30 นาทีจากบอสตัน เมืองเซเลมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และหลักฐานของการปฏิวัติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อสำรวจมรดกอาถรรพ์แห่งเซเลม ในปี 1692 คน 19 คนถูกแขวนคอในข้อหาเป็นแม่มด เป็นผู้หญิง 14 คน และชาย 5 คน
Area 51
เป็นที่ไกลจากผู้คน ห่างจากลาสเวกัส 75 ไมล์ไปทางตะวันตก ด้วยชื่อแปลกๆก็คือทางหลวงจากนอกโลก เป็นความลับสุดยอดของรัฐบาลที่เป็นต้นตอของการปรากฏของต่างดาว นี่คือที่สำหรับปลีกวิเวกของรัฐบาลแม้ว่าเราพยายามที่จะเข้าถึงมัน รัฐบาลปฏิเสธว่ามีที่แห่งนี้อยู่ จนปี 1995 รัฐบาลได้ยอมรับว่าได้ทดลองเครื่องบินสอดแนมที่นี่ แม้ว่ามีเครื่องบินทดสอบที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็น UFO หลายต่อหลายครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อกับต่างดาวจนปี 1989 นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งออกมาบอกว่าพวกเขาทำงานบนยานต่างดาวในโรงเก็บบนหุบเขาที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเขตพื้นที่ Area 51 นักวิทยาศาสตร์คนนั้นออกโทรทัศน์ท้องถิ่นในเวกัสบอกว่า "ผมเป็นนักฟิสิกส์ถูกเกณฑ์ให้ไปตรวจพิสูจน์ทางวิศวกรรมของระบบการขับเคลื่อนต่อต้านแรงดึงดูดของโลกด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าของวัถุที่บินได้รูปจานรองถ้วยเหมือนในหนังสงครามของมนุษยชาติ" รอบๆบริเวณนั้นไม่มีรั้วกั้น และผู้ที่อยากรู้ทั้งหลายก็ไมกล้าเข้าไป พวกเขาคอยเฝ้าดูด้วยกล้องส่องทางไกลคุณภาพสูง มีกล้องบันทึกภาพระยะไกลบนสันเขา และมีป้ายเตือนห้ามเข้า
Winchester Mystery House
อันดับ 2 ของปลายทางสยองขวัญคือพื้นที่ 160 ห้องของแมนชั่นในซานโฮเซ่ แคลิฟอร์เนีย บ้าน Winchester ที่ซึ่งเล่ากันว่ามีผีสิง บ้านถูกออกแบบแปลกๆ มีทางเดินลับและทางตันอยู่ทั่วพื้นที่ คฤหาสถ์นี้เคยเป็นบ้านของ Sarah Winchester ผู้มีสมบัติมากมายจากสามีลูกหลานตระกูลผู้ผลิตปืนไรเฟิล หลังจากการตายของสามีและลูกสาว เธอพบร่างทรงซึ่งบอกเธอว่า การตายของลูกสาวและสามีของเธอเป็นเพราะวิญญาณทั้งหลายที่ตายด้วยปืนไรเฟิล หนทางในการแก้ปัญหานี้ก็คือเธอต้องซื้อบ้านและสร้างไปเรื่อยๆ และตรายที่เธอยังสร้างบ้าน เหล่าวิญญาณก็จะไม่ทำร้าย เธอทำตามคำเตือนโดยซื้อบ้านที่ทิ้งร้าง ในปี 1884 เธอซื้อบ้านมีห้องแปดห้องที่ยังไม่ได้ตกแต่ง 38 ปีให้หลัง เธอเปลี่ยนมันให้เป็นคฤหาสถ์ 7 ชั้น แบบบ้านที่วิปริต เธอสร้างประตูที่เปิดไปเจอกำแพง หน้าต่างทางตัน ห้องประชุมที่มีทางเข้าทางเดียวสามทางออกและประตูลับที่ร่วงไปสู่ห้องครัวชั้นล่าง เธอตายในปี 1920 เมื่ออายุ 83 ปี และงานสร้างทั้งหมดก็หยุดลง
บ้านที่เกิดเหตุคดีลิซซี่ บอร์เดน
เมืองนิวอิงค์แลนด์อันเงียบสงบเป็นที่เหมาะมากสำหรับพักผ่อนหรือฆาตกรรมโหด ที่นี่เป็นบ้านเกิดของลิซซี่ บอร์เดน กับเหตุการณ์ฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและลี้ลับที่สุดตลอดกาล คดีที่พ่อและแม่เลี้ยงของลิซซี่ บอร์เดนถูกฆ่าตายในบ้าน คำให้การของลิซซี่ที่น่าส่งสัย จนปัจจุบันก็ยังเป็นความลับว่าเธอฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงหรือไม่ ที่เกิดเหตุได้ถูกเปลี่ยนเป็นห้องพักและพิพิธภัณฑ์ แขกต้องจองเป็นปีล่วงหน้าเพื่อที่จะได้นอนในห้องนอนที่แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฆ่าหรือเพื่อนั่งบนโซฟาที่พบศพพ่อของเธอ แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฟันถึง 19 แผล เธอถูกจับตะแคง เธอเห็นฆาตกรมุ่งเข้ามาที่เธอ จากนั้นก็กระหน่ำยิงกระสุน 18 นัดเข้าที่หัว ส่วนพ่อของเธอถูกฆ่าใน 90 นาทีต่อมา และมีการแจ้งความว่าพบศพของเขาก่อน เขาถูกยิง 10 นัดที่หัว พ่อของลิซซี่มีทรัพย์สินถึงกว่า 500,000 ดอลล่าห์ ถ้าเทียบกับปัจจุบันอาจเป็นมูลค่าถึง 12 ล้านดอลล่าห์ แม้จะมีเหตุจูงใจแต่จากการสอบสวนพบว่าลิซซี่บริสุทธิ์
การพบเห็นมนุษย์ต่างดาวในประวัติศาสตร์
มีรายงานเรื่องการพบเห็น UFO มาจากทั่วทุกมุมโลก หลายคนเชื่อว่าการเผชิญหน้ากับเอเลี่ยนคือปรากฏการณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงมีการรายงานเรื่องดังกล่าวมาหลายพันปีแล้ว ในทุกยุคอารยธรรมของมนุษย์มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกทั้งนั้น ผู้คนจำนวนนับล้านทั่วโลกเชื่อว่าเคยมีชนต่างดาวมาเยี่ยมเยียนเรา ถ้าเป็นเรื่องจริงเอเลี่ยนโบราณได้มีส่วนในประวัติศาสตร์ของเราหรือไม่และถ้าเป็นเช่นนั้นเขามาจากไหนและใครคือผู้มาเยือน
Roswell, New Mexico เมืองเงียบเหงาแห่งนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองหนึ่งที่รู้จักกันดีถึงฐานทัพอากาศยานขนาดใหญ่แต่มันได้เปลี่ยนไปในปี 1947 เมื่อคนเลี้ยงวัวได้รายงานว่ามียานอวกาศมาตกในเขตที่ดินของเขา หลายวันต่อมากองทัพอากาศออกมาให้ข่าวกับสื่อยืนยันว่าเป็นยานอวกาศจากต่างดาว และในวันรุ่งขึ้นกองทัพก็เปลี่ยนเรื่องแล้วบอกว่าสิ่งที่พบเป็นเพียงแค่บอลลูนตรวจสภาพอากาศ รายงานที่มีความขัดแย้งกันส่งต่อเนื่องไปทั่วโลก การเดาว่าทำไมจึงมีการปกปิดเรื่องยานอวกาศตกที่ Roswell คือการเปิดเผยข้อมูลนี้อาจทำให้เกิดการระส่ำระสายไปทั่วโลก ในปัจจุบันการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนชี้ว่าประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเคยมาที่นี่ และอะไรทำให้คนจำนวนมากเชื่อในเรื่องนี้ เมื่อมีมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก มุมมองที่มีต่อจักรวาลจึงได้เปลี่ยนไปตลอดกาล เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ทำให้เกิดคำถาม หากว่ามนุษย์สามารถไปสำรวจโลกอื่นได้ แล้วทำไมสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นในห้วงจักรวาลจะทำแบบเดียวกันไม่ได้ พวกเขาอาจเคยมาเยือนโลกมานานแล้วหรือบางทีมนุษย์ต่างดาวอาจจะเคยอยู่ในโลกนี้มาแล้วก็ได้ ที่เปรูเมื่อ 2,000 ปีก่อน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชนเผ่านาสคาแต่ในช่วงคริสตศักราชที่ 500 ชนเผ่านาสคาได้หายสาบสูญไป ในปี 1910 นักมนุษยวิทยามาที่นี่เพื่อศึกษาอารยธรรมของชนเผ่านาสคา ระหว่างการขุดค้นเขาได้พบสิ่งที่น่าตกตะลึงอย่างหนึ่งเท่าที่เขาเคยเห็นมานั่นคือ หัวกระโหลกที่ดูเรียวยาวอย่างมาก มันมาจากไหนและทำไมถึงมาอยู่ที่นี่และมันคือหัวมนุษย์หรือไม่ แต่มีผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นหัวกระโหลกที่ถูกทำให้ผิดรูป ได้มีการรายงานว่าชาวพื้นเมืองในคองโกที่มีชื่อว่าเผ่ามังเดตูได้ประกอบพิธีกรรมรัดหัวกระโหลก เพื่อดัดแปลงแก้ไขรูปทรงหัวกระโหลกมนุษย์ พวกเขาจะทำการรัดกระโหลกเด็กอ่อนเอาไว้ให้เกิดแรงกดจนกระโหลกยื่นยาวออกมาและอาจยาวได้ถึง 2 เท่า
รูปลักษณะกระโหลกที่เรียวยาวสืบสานเรื่องราวไปที่ยุคอียิปต์โบราณนั่นคือ ฟาโรห์ ที่มีข้อถกเถียงกันมากที่สุดพระองค์หนึ่ง พระองค์คือหนึ่งในคนที่ต้องการเลียนแบบชาวต่างดาวหรือไม่ หรือว่ามีคำอธิบายอันน่าสะพรึงกลัวกว่านี้ พระองค์คือหนึ่งในพวกนั้นหรือไม่ นานมากก่อนที่ชาวอียิปต์จะสร้างพีรามิดหรือตั้งถิ่นฐานติดแม่น้ำไนล์ ตามตำนานเมื่อเทพเจ้าแห่งฟากฟ้าเดินทางลงมาสู่โลกด้วยเรือที่บินได้ โดยเปลี่ยนให้โคลนและน้ำกลายเป็นอาณาจักร บางสิ่งที่เราเห็นในทุกอารยธรรมโบราณทั่วทั้งโลกนั้นมีอยู่ว่า พวกเขามีความรู้อย่างไม่น่าเชื่อในเรื่องดวงดาว ดาวเคราะห์ และสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า และพบว่าผู้คนโดยเฉลี่ยในสมัยนั้นมีความรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าคนในสมัยปัจจุบันเสียอีก ขณะที่อารยธรรมอียิปต์โบราณเจริญมากขึ้น ผู้คนต่างเชื่อว่าฟาโรห์คือบุตรชายของโอเซริสหรือเทพเจ้า งานศิลปะและภาพแกะสลักบนผนังพรรณาถึงมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ขณะที่ผู้คนบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ แต่ฟาโรห์คือองค์ที่อยู่เหนือทั้งหมด ความเชื่อทางศาสนาของชาวอียิปต์มีอยู่นานเกือบพันปีจนกระทั่งฟาโรห์พระองค์หนึ่งเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ใครคือคนนอกรีตผู้นี้ พระองค์คือฟาโรห์แอเคนาเทน (Akhenaten) และในภาพสลักที่เหลืออยู่พระองค์มีรูปเศียรที่เรียวยาว พระองค์เป็นใครกัน ตามความเชื่อของชาวอียิปต์พระองค์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าที่เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ทำไมหลายคนจึงเชื่อว่าพระองค์เสด็จลงมาจากดวงดาวจริงๆ ในปี 1352 ก่อนคริสกาล แอเคนาเทนเสวยราชสมบัติเป็นฟาโรห์ เกือบจะในทันที พระองค์ได้ทรงทำการเปลี่ยนแปลงความเชื่ออย่างถอนรากถอนโคน รวมถึงยกเลิกการบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ พระองค์มีคำสั่งให้ย้ายรูปปั้นเทพเจ้าทั้งหลายออกไป ทรงอนุญาตเพียงอย่างเดียวก็คือสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่เป็นรูปทรงกลมพร้อมกับรังสีที่สาดส่อง
ในช่วงปีที่ 4 ของพระองค์ แอเคนาเทนสั่งให้มีการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ให้ชื่อว่าอามาน่า และอุทิศให้กับพระอาทิตย์ แอเคนาเทนใช้เวลาต่อมาอีกสิบปีที่นี่ และในระหว่างนั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งงานศิลปะและวัฒนธรรม แล้วรวมถึงการบอกเล่าถึงตัวตนสู่สาธารณะ จากหลักฐานภาพตามผนัง ฟาโรห์ในสมัยก่อนจะรูปร่างที่สวยงามมีไหล่กว้างและเอวคอดเล็ก แต่แอเคนาเทนต่างจากคนอื่น พระองค์ต้องการแสดงตัวตนที่แท้จริง มีรูปร่างที่แปลกออกไป มีหน้าตาที่แปลกประหลาด หากดูจากรูปปั้นของแอเคนาเทนก็จะเห็นว่ามีรูปลักษณะแปลกๆ มีลักษณะผสมของผู้หญิงและผู้ชาย มีหัวกระโหลกที่เรียวยาวมากๆ การเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ราชวงศ์แสดงให้เห็นว่า พระองค์มีรูปร่างมีรูปร่างแบบนั้น ทั้งพุงโตและอกยุบ ซึ่งขัดต่อลักษณะทางอุดมคติ ตามแบบแผนที่จิตรกรชาวอียิปต์จะแสดงถึงฟาโรห์ที่แข็งแรง มเหสีของแอเคนาเทนคือพระนางเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) พระธิดาและพระโอรสก็มีศรีษระยาวเรียวเช่นกัน ทำไมเศียรของแอเคนาเทนจึงผิดรูป มันผิดรูปเองโดยพันธุกรรมหรือตั้งใจ แอเคนาเทนปกครองอยู่ยาวนานถึง 17 ปี หลังรัชสมัยของพระองค์ เมืองอามาน่ากลายเป็นเมืองร้าง วิหารแห่งดวงอาทิตย์ถูกทำลาย รูปสลักแอเคนาเทนถูกทำให้เสียหาย อียิปต์โบราณกลับคืนมาสู่หนทางเดิมของมันเอง กลับมาบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ นี่คือการปฏิเสธความเชื่อของแอเคนาเทนหรือไม่ หรือเป็นการปกปิดตัวตนเอเลี่ยนของพระองค์เอง
ปี 1907 มีการพบร่างของแอเคนาเทนบนหุบเขาในอียิปต์โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อเอ็ดเวิร์ด อาร์ตัน และพบว่ากระโหลกของฟาโรห์องค์นี้ยาวเรียวผิดส่วน แอเคนาเทนประสบความสำเร็จในรุ่นลูก ตุตันคาเมนที่กลายมาเป็นฟาโรห์ชื่อดังตลอดกาล และมีการค้นพบหลุมฝังพระศพและพบว่าตุตันคาเมนมีกระโหลกยาวเรียวเช่นกัน พระองค์ก็มีเชื้อสายต่างดาวเหมือนกับพระบิดาจริงหรือไม่ แอเคนาเทนเปลี่ยนความเชื่อในอียิปต์เพราะพระองค์สืบเชื้อสายมาจากต่างดาวจริงหรือ ถ้าเป็นความจริงมีหลักฐานคล้ายๆกันบนโลกนี้อีกหรือไม่ บางทีเบาะแสที่ว่านี้อาจพบได้ห่างออกไปหลายพันไมล์อีกด้านหนึ่งของทวีปแอฟริกา ประเทศมาลีอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ลึกเข้าไปในหุบเขาห่างไกล มีชนเผ่าโดกอนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อนซึ่งมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อคริสศักราชที่ 1000 ตำนานของชนเผ่าโดกอนกล่าวว่าเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าคืออัมม่า อัมม่าได้สร้างนอโม่ขึ้นมา ต่อมานอโม่ได้แตกออกเป็นหลายส่วน และหนึ่งในนั้นได้ทรยศต่ออัมม่า และอัมม่าก็ตอบโต้ด้วยการทำลายทำให้เถ้าถ่านกระจัดกระจายไปทั่วโลก บางเรื่องเล่าของเผ่าโดกอนเทพเจ้าให้ความรู้กับพวกเขา ลงมาจากฟากฟ้าด้วยเรือเหาะที่มีไฟลุกและลงจอดในพายุ จนถึงทุกวันนี้ชนเผ่าโดกอนก็ยังฉลองเทศกาลเพื่อสรรเสิญถึงการมาเยือนในอดีต บางคนเห็นถึงความคล้ายคลึงอันน่าประหลาดระหว่างตำนานของชาวโดกอนและเรื่องราวลึกลับของฟาโรห์แอเคนาเทน
แอเคนาเทนเชื่อว่าพระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอาเทนเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ส่วนนอโม่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นมาจากอัมมาเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ที่ทั้งสองวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลกันหลายพันไมล์ กลับมีเรื่องเล่าของสิ่งที่ลงมาจากท้องฟ้าเหมือนๆกัน ทั้งนอโม่และแอเคนาเทนต่างก็ได้รับการพรรณนาว่ามีศรีษระเรียวยาว เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานของทั้งสองมีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์เดียวกัน ชนเผ่าโดกอนมีความเชื่อกันว่าอัมม่าเทพเจ้าของพวกเขามาจากกลุ่มดาวนายพราน บริเวณเดียวกันกับที่ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทพเจ้าโอเซริสถือกำเนิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์และนักมนุษยวิทยากล่าวว่าชนเผ่าโดกอนอาจเรียนรู้มาจากชาวตะวันตก อาจเคยได้ฟังมาแล้วจับมาเป็นตำนานของตน แต่ถ้ามันเป็นตำนานของพวกเขาจริงๆ รวมกับข้อมูลของนักดาราศาสตร์ นั่นหมายความว่าโลกเคยมีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนแล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำไป
Roswell, New Mexico เมืองเงียบเหงาแห่งนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองหนึ่งที่รู้จักกันดีถึงฐานทัพอากาศยานขนาดใหญ่แต่มันได้เปลี่ยนไปในปี 1947 เมื่อคนเลี้ยงวัวได้รายงานว่ามียานอวกาศมาตกในเขตที่ดินของเขา หลายวันต่อมากองทัพอากาศออกมาให้ข่าวกับสื่อยืนยันว่าเป็นยานอวกาศจากต่างดาว และในวันรุ่งขึ้นกองทัพก็เปลี่ยนเรื่องแล้วบอกว่าสิ่งที่พบเป็นเพียงแค่บอลลูนตรวจสภาพอากาศ รายงานที่มีความขัดแย้งกันส่งต่อเนื่องไปทั่วโลก การเดาว่าทำไมจึงมีการปกปิดเรื่องยานอวกาศตกที่ Roswell คือการเปิดเผยข้อมูลนี้อาจทำให้เกิดการระส่ำระสายไปทั่วโลก ในปัจจุบันการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนชี้ว่าประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเคยมาที่นี่ และอะไรทำให้คนจำนวนมากเชื่อในเรื่องนี้ เมื่อมีมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก มุมมองที่มีต่อจักรวาลจึงได้เปลี่ยนไปตลอดกาล เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ทำให้เกิดคำถาม หากว่ามนุษย์สามารถไปสำรวจโลกอื่นได้ แล้วทำไมสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นในห้วงจักรวาลจะทำแบบเดียวกันไม่ได้ พวกเขาอาจเคยมาเยือนโลกมานานแล้วหรือบางทีมนุษย์ต่างดาวอาจจะเคยอยู่ในโลกนี้มาแล้วก็ได้ ที่เปรูเมื่อ 2,000 ปีก่อน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชนเผ่านาสคาแต่ในช่วงคริสตศักราชที่ 500 ชนเผ่านาสคาได้หายสาบสูญไป ในปี 1910 นักมนุษยวิทยามาที่นี่เพื่อศึกษาอารยธรรมของชนเผ่านาสคา ระหว่างการขุดค้นเขาได้พบสิ่งที่น่าตกตะลึงอย่างหนึ่งเท่าที่เขาเคยเห็นมานั่นคือ หัวกระโหลกที่ดูเรียวยาวอย่างมาก มันมาจากไหนและทำไมถึงมาอยู่ที่นี่และมันคือหัวมนุษย์หรือไม่ แต่มีผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นหัวกระโหลกที่ถูกทำให้ผิดรูป ได้มีการรายงานว่าชาวพื้นเมืองในคองโกที่มีชื่อว่าเผ่ามังเดตูได้ประกอบพิธีกรรมรัดหัวกระโหลก เพื่อดัดแปลงแก้ไขรูปทรงหัวกระโหลกมนุษย์ พวกเขาจะทำการรัดกระโหลกเด็กอ่อนเอาไว้ให้เกิดแรงกดจนกระโหลกยื่นยาวออกมาและอาจยาวได้ถึง 2 เท่า
รูปลักษณะกระโหลกที่เรียวยาวสืบสานเรื่องราวไปที่ยุคอียิปต์โบราณนั่นคือ ฟาโรห์ ที่มีข้อถกเถียงกันมากที่สุดพระองค์หนึ่ง พระองค์คือหนึ่งในคนที่ต้องการเลียนแบบชาวต่างดาวหรือไม่ หรือว่ามีคำอธิบายอันน่าสะพรึงกลัวกว่านี้ พระองค์คือหนึ่งในพวกนั้นหรือไม่ นานมากก่อนที่ชาวอียิปต์จะสร้างพีรามิดหรือตั้งถิ่นฐานติดแม่น้ำไนล์ ตามตำนานเมื่อเทพเจ้าแห่งฟากฟ้าเดินทางลงมาสู่โลกด้วยเรือที่บินได้ โดยเปลี่ยนให้โคลนและน้ำกลายเป็นอาณาจักร บางสิ่งที่เราเห็นในทุกอารยธรรมโบราณทั่วทั้งโลกนั้นมีอยู่ว่า พวกเขามีความรู้อย่างไม่น่าเชื่อในเรื่องดวงดาว ดาวเคราะห์ และสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า และพบว่าผู้คนโดยเฉลี่ยในสมัยนั้นมีความรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าคนในสมัยปัจจุบันเสียอีก ขณะที่อารยธรรมอียิปต์โบราณเจริญมากขึ้น ผู้คนต่างเชื่อว่าฟาโรห์คือบุตรชายของโอเซริสหรือเทพเจ้า งานศิลปะและภาพแกะสลักบนผนังพรรณาถึงมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ขณะที่ผู้คนบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ แต่ฟาโรห์คือองค์ที่อยู่เหนือทั้งหมด ความเชื่อทางศาสนาของชาวอียิปต์มีอยู่นานเกือบพันปีจนกระทั่งฟาโรห์พระองค์หนึ่งเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ใครคือคนนอกรีตผู้นี้ พระองค์คือฟาโรห์แอเคนาเทน (Akhenaten) และในภาพสลักที่เหลืออยู่พระองค์มีรูปเศียรที่เรียวยาว พระองค์เป็นใครกัน ตามความเชื่อของชาวอียิปต์พระองค์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าที่เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ทำไมหลายคนจึงเชื่อว่าพระองค์เสด็จลงมาจากดวงดาวจริงๆ ในปี 1352 ก่อนคริสกาล แอเคนาเทนเสวยราชสมบัติเป็นฟาโรห์ เกือบจะในทันที พระองค์ได้ทรงทำการเปลี่ยนแปลงความเชื่ออย่างถอนรากถอนโคน รวมถึงยกเลิกการบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ พระองค์มีคำสั่งให้ย้ายรูปปั้นเทพเจ้าทั้งหลายออกไป ทรงอนุญาตเพียงอย่างเดียวก็คือสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่เป็นรูปทรงกลมพร้อมกับรังสีที่สาดส่อง
ในช่วงปีที่ 4 ของพระองค์ แอเคนาเทนสั่งให้มีการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ให้ชื่อว่าอามาน่า และอุทิศให้กับพระอาทิตย์ แอเคนาเทนใช้เวลาต่อมาอีกสิบปีที่นี่ และในระหว่างนั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งงานศิลปะและวัฒนธรรม แล้วรวมถึงการบอกเล่าถึงตัวตนสู่สาธารณะ จากหลักฐานภาพตามผนัง ฟาโรห์ในสมัยก่อนจะรูปร่างที่สวยงามมีไหล่กว้างและเอวคอดเล็ก แต่แอเคนาเทนต่างจากคนอื่น พระองค์ต้องการแสดงตัวตนที่แท้จริง มีรูปร่างที่แปลกออกไป มีหน้าตาที่แปลกประหลาด หากดูจากรูปปั้นของแอเคนาเทนก็จะเห็นว่ามีรูปลักษณะแปลกๆ มีลักษณะผสมของผู้หญิงและผู้ชาย มีหัวกระโหลกที่เรียวยาวมากๆ การเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ราชวงศ์แสดงให้เห็นว่า พระองค์มีรูปร่างมีรูปร่างแบบนั้น ทั้งพุงโตและอกยุบ ซึ่งขัดต่อลักษณะทางอุดมคติ ตามแบบแผนที่จิตรกรชาวอียิปต์จะแสดงถึงฟาโรห์ที่แข็งแรง มเหสีของแอเคนาเทนคือพระนางเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) พระธิดาและพระโอรสก็มีศรีษระยาวเรียวเช่นกัน ทำไมเศียรของแอเคนาเทนจึงผิดรูป มันผิดรูปเองโดยพันธุกรรมหรือตั้งใจ แอเคนาเทนปกครองอยู่ยาวนานถึง 17 ปี หลังรัชสมัยของพระองค์ เมืองอามาน่ากลายเป็นเมืองร้าง วิหารแห่งดวงอาทิตย์ถูกทำลาย รูปสลักแอเคนาเทนถูกทำให้เสียหาย อียิปต์โบราณกลับคืนมาสู่หนทางเดิมของมันเอง กลับมาบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ นี่คือการปฏิเสธความเชื่อของแอเคนาเทนหรือไม่ หรือเป็นการปกปิดตัวตนเอเลี่ยนของพระองค์เอง
ปี 1907 มีการพบร่างของแอเคนาเทนบนหุบเขาในอียิปต์โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อเอ็ดเวิร์ด อาร์ตัน และพบว่ากระโหลกของฟาโรห์องค์นี้ยาวเรียวผิดส่วน แอเคนาเทนประสบความสำเร็จในรุ่นลูก ตุตันคาเมนที่กลายมาเป็นฟาโรห์ชื่อดังตลอดกาล และมีการค้นพบหลุมฝังพระศพและพบว่าตุตันคาเมนมีกระโหลกยาวเรียวเช่นกัน พระองค์ก็มีเชื้อสายต่างดาวเหมือนกับพระบิดาจริงหรือไม่ แอเคนาเทนเปลี่ยนความเชื่อในอียิปต์เพราะพระองค์สืบเชื้อสายมาจากต่างดาวจริงหรือ ถ้าเป็นความจริงมีหลักฐานคล้ายๆกันบนโลกนี้อีกหรือไม่ บางทีเบาะแสที่ว่านี้อาจพบได้ห่างออกไปหลายพันไมล์อีกด้านหนึ่งของทวีปแอฟริกา ประเทศมาลีอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ลึกเข้าไปในหุบเขาห่างไกล มีชนเผ่าโดกอนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อนซึ่งมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อคริสศักราชที่ 1000 ตำนานของชนเผ่าโดกอนกล่าวว่าเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าคืออัมม่า อัมม่าได้สร้างนอโม่ขึ้นมา ต่อมานอโม่ได้แตกออกเป็นหลายส่วน และหนึ่งในนั้นได้ทรยศต่ออัมม่า และอัมม่าก็ตอบโต้ด้วยการทำลายทำให้เถ้าถ่านกระจัดกระจายไปทั่วโลก บางเรื่องเล่าของเผ่าโดกอนเทพเจ้าให้ความรู้กับพวกเขา ลงมาจากฟากฟ้าด้วยเรือเหาะที่มีไฟลุกและลงจอดในพายุ จนถึงทุกวันนี้ชนเผ่าโดกอนก็ยังฉลองเทศกาลเพื่อสรรเสิญถึงการมาเยือนในอดีต บางคนเห็นถึงความคล้ายคลึงอันน่าประหลาดระหว่างตำนานของชาวโดกอนและเรื่องราวลึกลับของฟาโรห์แอเคนาเทน
แอเคนาเทนเชื่อว่าพระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอาเทนเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ส่วนนอโม่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นมาจากอัมมาเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ที่ทั้งสองวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลกันหลายพันไมล์ กลับมีเรื่องเล่าของสิ่งที่ลงมาจากท้องฟ้าเหมือนๆกัน ทั้งนอโม่และแอเคนาเทนต่างก็ได้รับการพรรณนาว่ามีศรีษระเรียวยาว เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานของทั้งสองมีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์เดียวกัน ชนเผ่าโดกอนมีความเชื่อกันว่าอัมม่าเทพเจ้าของพวกเขามาจากกลุ่มดาวนายพราน บริเวณเดียวกันกับที่ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทพเจ้าโอเซริสถือกำเนิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์และนักมนุษยวิทยากล่าวว่าชนเผ่าโดกอนอาจเรียนรู้มาจากชาวตะวันตก อาจเคยได้ฟังมาแล้วจับมาเป็นตำนานของตน แต่ถ้ามันเป็นตำนานของพวกเขาจริงๆ รวมกับข้อมูลของนักดาราศาสตร์ นั่นหมายความว่าโลกเคยมีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนแล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำไป
ประโยชน์จากใบเตย
ปกติแล้วเรานำใบเตยมาใช้แต่งสี แต่งกลิ่นในอาหารให้มีสีสันชวนรับประทานและมีกลิ่นหอม เตยเป็นพันธุ์ไม้จำพวกหญ้า แตกแยกออกเป็นกอใหญ่ โดยที่มีความสูงเฉลี่ยต่อต้น 2-3 ฟุต ใบมีลักษณะเรียวยาวคล้ายกับรูปหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ยาวประมาณ 8-10 นิ้ว ใบมีสีเขียวและเป็นมัน ลำต้นของเตยเป็นกอที่เกิดจากหัวหรือเงี่ยงที่อยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่มาเหนือพื้นดินก็เป็นเพียงก้านใบและใบ เนื่องจากใบเตยมีกลิ่นหอม คนทั่วไปจึงนิยมนำมาใช้แต่งกลิ่นและสีในการทำขนมหรืออาหารต่างๆ ช่วยให้ขนมและอาหารต่างๆมีสีเขียวสดใส และมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน และยังเป็นสีและกลิ่นจากธรรมชาติอีกด้วย นอกจากจะใช้ในการแต่งกลิ่นและสีของอาหาร เตยยังมีสรรพคุณในการรักษาอาการต่างๆได้ โดยใช้ทั้งใบและรากนำมาบด รากและใบมีรสหวาน เผ็ด เป็นยาเย็น มีสรรพคุณดับร้อน รักษาโรคหัด เลือดออกตามไรฟัน โรคตับอักเสบ ไตอักเสบ สำหรับดอกนั้นใช้แก้ไอและแก้ไข้ได้
โดยทั่วไปแล้วพันธุ์เตยที่นิยมปลูกกันคือพันธุ์เตยหอม สำหรับวิธีการที่ใช้ขยายพันธุ์นั้นส่วนใหญ่ใช้วิธีแยกหน่อ โดยการตัดเหง้าที่อยู่ใต้ดิน แล้วแยกระหว่างต้นใหม่กับต้นแม่โดยให้มีรากติดมาด้วย จากนั้นให้ใช้ปูนแดงทาแผลรอยตัดเพื่อกันเน่า และก่อนที่จะนำเอาเตยที่แยกออกมาไปปลูกก็ให้ตัดปลายใบของต้นกล้าออกบ้าง โดยตัดให้เหลือครึ่งหนึ่งของความยาวของใบเพื่อลดการคายน้ำและกระตุ้นให้เตยแตกใบใหม่ได้เร็วยิ่งขึ้น
โดยทั่วไปแล้วพันธุ์เตยที่นิยมปลูกกันคือพันธุ์เตยหอม สำหรับวิธีการที่ใช้ขยายพันธุ์นั้นส่วนใหญ่ใช้วิธีแยกหน่อ โดยการตัดเหง้าที่อยู่ใต้ดิน แล้วแยกระหว่างต้นใหม่กับต้นแม่โดยให้มีรากติดมาด้วย จากนั้นให้ใช้ปูนแดงทาแผลรอยตัดเพื่อกันเน่า และก่อนที่จะนำเอาเตยที่แยกออกมาไปปลูกก็ให้ตัดปลายใบของต้นกล้าออกบ้าง โดยตัดให้เหลือครึ่งหนึ่งของความยาวของใบเพื่อลดการคายน้ำและกระตุ้นให้เตยแตกใบใหม่ได้เร็วยิ่งขึ้น
มะเร็งตับอ่อน
ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ตรงช่องท้องส่วนบน ซึ่งมีหน้าที่หลักๆ 2 อย่างคือ สร้างฮอร์โมนอินซูลิน และสร้างน้ำย่อยที่จะไปย่อยพวกไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เวลาที่เรากินอาหารทั่วไป
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับอ่อน
ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน ก็จะเสี่ยงเป็นมะเร็งตับอ่อนสูงกว่าคนปกติ 2 เท่า
ผู้ที่สูบบุหรี่ แต่ผู้ที่ทานเหล้านั้นจากการศึกษาพบว่ายังไม่ชัดเจน
ผู้ที่มีอาการตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง
อาการของผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อน
ผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อนจะตรวจพบในขั้นต้นได้ยากเนื่องจากอาการไม่ชัดเจน เช่นมีอาการปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งอาการเหล่านี้ครอบคลุมหลายโรค ทำให้วินิจฉัยได้ยาก อาการปวดท้องที่ลามไปปวดที่หลัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และในผู้สูงอายุที่มีการตรวจว่าเพิ่งเป็นเบาหวาน ก็จะได้รับการตรวจตับอ่อนด้วย
การรักษามะเร็งตับอ่อน
เนื่องจากอาการของมะเร็งตับอ่อนวินิจฉัยได้ยาก จะตรวจพบเมื่อมีอาการมากแล้ว และเนื่องจากตำแหน่งของตับอ่อนนั้นอยู่ใกล้กับเส้นเลือดดำใหญ่ในช่องท้อง มีโอกาสที่จะลุกลามไปอวัยวะส่วนอื่นได้ ทำให้ผลการรักษามะเร็งตับอ่อนในหลายๆเคสนั้นไม่ค่อยดีนัก วิธีการรักษาก็ใช้วิธีผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกมา แม้ว่าตับอ่อนจะเป็นอวัยวะที่สามารถปลูกถ่ายได้ แต่จะใช้ในการรักษาเบาหวานประเภท 1 เท่านั้น เนื่องจากการปลูกถ่ายอวัยวะนั้นต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อนถึงจะเปลี่ยนถ่ายอวัยวะไป ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเซลล์มะเร็งได้
มะเร็งตับอ่อนนั้นมีตัวหลักอยู่ 2 อย่างคือ
1. มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ที่ใช้สร้างน้ำย่อย ประเภทนี้พบมากกว่าอาการจะรุนแรงกว่าเมื่อตรวจพบรักษาจะอยู่ได้ไม่ถึง 5 ปี
2. มะเร็งที่เกิดจากตัวเซลล์ที่ใช้สร้างฮอร์โมน ประเภทนี้พบน้อยกว่า และอาการรุนแรงน้อยกว่า และสตี๊ป จอบบ์ เป็นเคสมะเร็งตับอ่อนประเภทนี้ ซึ่งตรวจพบเจอเมื่อปี 2004 และเขาเสียชีวิตไปเมื่อปี 2011 จะพบว่าเมื่อตรวจพบรักษาแล้วสามารถอยู่ได้ถึง 7 ปี
แต่จริงๆแล้วมะเร็งตับอ่อนมีนอกจากนี้ แต่หลักๆ คือ 2 ประเภทข้างต้น
แล้วจะป้องกันมะเร็งตับอ่อนได้อย่างไร
ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน ควรเฝ้าระวังถ้ามีอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ้ามีอาการเหล่านี้เพียงเล็กน้อย ก็ควรไปตรวจแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าตรวจพบระยะ แรกๆก็จะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าเป็นระยะท้ายๆ
มีการศึกษาพบว่าการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งตับอ่อน จึงควรงดสูบบุหรี่
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับอ่อน
ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน ก็จะเสี่ยงเป็นมะเร็งตับอ่อนสูงกว่าคนปกติ 2 เท่า
ผู้ที่สูบบุหรี่ แต่ผู้ที่ทานเหล้านั้นจากการศึกษาพบว่ายังไม่ชัดเจน
ผู้ที่มีอาการตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง
อาการของผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อน
ผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อนจะตรวจพบในขั้นต้นได้ยากเนื่องจากอาการไม่ชัดเจน เช่นมีอาการปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งอาการเหล่านี้ครอบคลุมหลายโรค ทำให้วินิจฉัยได้ยาก อาการปวดท้องที่ลามไปปวดที่หลัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และในผู้สูงอายุที่มีการตรวจว่าเพิ่งเป็นเบาหวาน ก็จะได้รับการตรวจตับอ่อนด้วย
การรักษามะเร็งตับอ่อน
เนื่องจากอาการของมะเร็งตับอ่อนวินิจฉัยได้ยาก จะตรวจพบเมื่อมีอาการมากแล้ว และเนื่องจากตำแหน่งของตับอ่อนนั้นอยู่ใกล้กับเส้นเลือดดำใหญ่ในช่องท้อง มีโอกาสที่จะลุกลามไปอวัยวะส่วนอื่นได้ ทำให้ผลการรักษามะเร็งตับอ่อนในหลายๆเคสนั้นไม่ค่อยดีนัก วิธีการรักษาก็ใช้วิธีผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกมา แม้ว่าตับอ่อนจะเป็นอวัยวะที่สามารถปลูกถ่ายได้ แต่จะใช้ในการรักษาเบาหวานประเภท 1 เท่านั้น เนื่องจากการปลูกถ่ายอวัยวะนั้นต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อนถึงจะเปลี่ยนถ่ายอวัยวะไป ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเซลล์มะเร็งได้
มะเร็งตับอ่อนนั้นมีตัวหลักอยู่ 2 อย่างคือ
1. มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ที่ใช้สร้างน้ำย่อย ประเภทนี้พบมากกว่าอาการจะรุนแรงกว่าเมื่อตรวจพบรักษาจะอยู่ได้ไม่ถึง 5 ปี
2. มะเร็งที่เกิดจากตัวเซลล์ที่ใช้สร้างฮอร์โมน ประเภทนี้พบน้อยกว่า และอาการรุนแรงน้อยกว่า และสตี๊ป จอบบ์ เป็นเคสมะเร็งตับอ่อนประเภทนี้ ซึ่งตรวจพบเจอเมื่อปี 2004 และเขาเสียชีวิตไปเมื่อปี 2011 จะพบว่าเมื่อตรวจพบรักษาแล้วสามารถอยู่ได้ถึง 7 ปี
แต่จริงๆแล้วมะเร็งตับอ่อนมีนอกจากนี้ แต่หลักๆ คือ 2 ประเภทข้างต้น
แล้วจะป้องกันมะเร็งตับอ่อนได้อย่างไร
ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งตับอ่อน ควรเฝ้าระวังถ้ามีอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ้ามีอาการเหล่านี้เพียงเล็กน้อย ก็ควรไปตรวจแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าตรวจพบระยะ แรกๆก็จะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าเป็นระยะท้ายๆ
มีการศึกษาพบว่าการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งตับอ่อน จึงควรงดสูบบุหรี่
นิ่วในถุงน้ำดี ภัยเงียบที่อาจซ่อนอยู่ในตัวคุณ
อันตรายที่จะตามมาจากการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
เบื้องต้นอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ต่อมาจะมีอาการจุกเสียด แน่นท้อง ถ้าก่อนิ่วไปอุดที่ปากท่อถุงน้ำดี ก็จะทำให้ถุงน้ำดีบวมอักเสบ ทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าก้อนนิ่วหลุดไปในท่อน้ำดีใหญ่ ทำให้เกิดการอุดตัน เกิดภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ทำให้ระบบท่อน้ำดีอักเสบ มีไข้สูง หนาวสั่น นอกจากนี้ก้อนนิ่วอาจจะหลุดไปที่ปลายท่อน้ำดีใหญ่ ไปทำให้ปากทางออกตับอ่อนอุดตัน ทำให้การระบายน้ำดีจากตับอ่อนไม่ได้ทำให้ตับอ่อนอักเสบ มีอาการปวดท้องรุนแรง และมีอันตรายถึงชีวิตได้ ไม่มีการรายงานว่านิ่วทำให้เกิดมะเร็ง แต่พบว่าการเป็นมะเร็งในถุงน้ำดีจะพบนิ่วอยู่เสมอ
สาเหตุของการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
เกิดจากมีการดึงน้ำในถุงน้ำดี ทำให้น้ำดีข้น และเกิดการตกตะกอนเป็นก้อนนิ่ว และในตัวน้ำดีจะต้องมีสัดส่วนของสารประกอบที่สำคัญ 3 อย่างที่เหมาะสม ถ้าผิดสัดส่วนไปนิดเดียวก็จะทำให้ตกตะกอนได้ เรื่องของอายุ เพศ และวัยก็มีส่วน และพบว่าคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปพบก้อนนิ่วได้มากกว่าคนอายุน้อย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบในคนอ้วนทานอาหารที่มีไขมันมาก คนที่มีโคเลสเตอรอลสูง
การตรวจสามารถพบได้ด้วยการใช้เครื่องอัลตราซาวน์ ส่วนการรักษาสามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัดด้วยกล้อง ซึ่งจะผ่าตัวก้อนนิ่วและถุงน้ำดีออกพร้อมกัน และเมื่อผ่าถุงน้ำดีออกแล้วก็สามารถปฏิบัติตัวตามปกติ เพียงแต่ไม่ควรทานของมันมากเกินไป
เบื้องต้นอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ต่อมาจะมีอาการจุกเสียด แน่นท้อง ถ้าก่อนิ่วไปอุดที่ปากท่อถุงน้ำดี ก็จะทำให้ถุงน้ำดีบวมอักเสบ ทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าก้อนนิ่วหลุดไปในท่อน้ำดีใหญ่ ทำให้เกิดการอุดตัน เกิดภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ทำให้ระบบท่อน้ำดีอักเสบ มีไข้สูง หนาวสั่น นอกจากนี้ก้อนนิ่วอาจจะหลุดไปที่ปลายท่อน้ำดีใหญ่ ไปทำให้ปากทางออกตับอ่อนอุดตัน ทำให้การระบายน้ำดีจากตับอ่อนไม่ได้ทำให้ตับอ่อนอักเสบ มีอาการปวดท้องรุนแรง และมีอันตรายถึงชีวิตได้ ไม่มีการรายงานว่านิ่วทำให้เกิดมะเร็ง แต่พบว่าการเป็นมะเร็งในถุงน้ำดีจะพบนิ่วอยู่เสมอ
สาเหตุของการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
เกิดจากมีการดึงน้ำในถุงน้ำดี ทำให้น้ำดีข้น และเกิดการตกตะกอนเป็นก้อนนิ่ว และในตัวน้ำดีจะต้องมีสัดส่วนของสารประกอบที่สำคัญ 3 อย่างที่เหมาะสม ถ้าผิดสัดส่วนไปนิดเดียวก็จะทำให้ตกตะกอนได้ เรื่องของอายุ เพศ และวัยก็มีส่วน และพบว่าคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปพบก้อนนิ่วได้มากกว่าคนอายุน้อย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบในคนอ้วนทานอาหารที่มีไขมันมาก คนที่มีโคเลสเตอรอลสูง
การตรวจสามารถพบได้ด้วยการใช้เครื่องอัลตราซาวน์ ส่วนการรักษาสามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัดด้วยกล้อง ซึ่งจะผ่าตัวก้อนนิ่วและถุงน้ำดีออกพร้อมกัน และเมื่อผ่าถุงน้ำดีออกแล้วก็สามารถปฏิบัติตัวตามปกติ เพียงแต่ไม่ควรทานของมันมากเกินไป
ทานอาหารล้างพิษ
สารพิษเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางและก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมามากมาย เราเคยได้ยินการล้างสารพิษในร่างกาย และมีวิธีการง่ายๆใกล้ตัวที่สามารถล้างพิษในร่างกายได้คือ การทานอาหารนั่นเอง แต่ว่าจะใช้อาหารล้างสารพิษได้อย่างไรนั้น เรามาฟัง พล.อ.ต. นพ.ขวัญชัย เศรษฐนัน สถาบันการแพทย์ผสนผสานตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท อธิบายกันค่ะ
ในวันๆหนึ่งเราสามารถรับสารพิษได้จากทางใดบ้าง
ร่างกายคนเรารับสารพิษได้ร่างทาง ไม่ว่าจะเป็นการหายใจรับควันพิษ การทานอาหาร พืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ที่ผ่านการผลิตจากการเลี้ยงในฟาร์ม พืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เนื้อของสัตว์ที่ถูกเลี้ยงโดยใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ในทุกวันที่เราทานอาหารเราก็รับสารพิษ และสารพิษเหล่านี้ก็จะทำลายร่างกายทีละน้อย เมื่อเราทำงานหนัก ออกกำลังกายน้อย มีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรมลง ก็จะปรากฏอาการของโรคเรื้อรังทั้งหลายออกมา ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันสูง หลอดเลือดตีบ โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานต่างๆ สารพิษต่างๆเหล่านี้จะไปสะสมที่ตับ ในชั้นไขมัน ในสมอง หรือส่วนต่างๆในร่างกายเรา เราจึงต้องมีการล้างสารพิษต่างๆที่สะสมอยู่ในร่างกายออกบ้าง การเลือกทานอาหารก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย และอาหารแบบใดที่ช่วยได้
อาหารที่ล้างพิษดีที่สุดนั้นมี 2 อย่าง
อันที่ 1 ก็คือน้ำ น้ำจะเป็นตัวชะล้างเอาสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในร่างกายทั้งหลายให้ออกมา ถ้าเราดื่มน้ำไม่พอ ร่างกายจะทรุดโทรมเร็ว การดื่มน้ำต้องดื่มให้เป็น ไม่ควรดื่มน้ำเยอะในระหว่างทานอาหาร เพราะมีผลต่อระบบการย่อย ควรดื่มน้ำในตอนเช้า ประมาณ 3-4 แก้ว หรือดื่มให้ได้ประมาณ ครึ่งลิตร - 1 ลิตร เพราะว่าน้ำที่เราดื่มในตอนเช้าจะช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วงกลางวันควรดื่มน้ำก่อนและหลังอาหารสัก 1 ชั่วโมง น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ใช่น้ำเย็น และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำอุ่น
อาหารอันที่ 2 ก็คืออาหารพวกที่มีกากใยสูง พวกผักสดผลไม้ทั้งหลาย อาหารที่คนทุกเพศทุกวัยทานได้และแนะนำให้ทานก็คือ เม็ดแมงลักเพราะจะช่วยกวาดสิ่งสกปรกในลำไส้ได้ดี
ผักใบเขียวก็เป็นอาหารที่มีกากใยสูงและยังช่วยในการดูดซึมสารอาหาร และผลไม้ที่ใช้ทานล้างสารพิษควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน วิธีการล้างพิษในร่างกายที่เรียกว่า fasting ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยล้างสารพิษ เป็นการไม่ทานอาหารประเภทใดเลยนอกจากผักสดผลไม้ที่มั่นใจว่าปลอดสารเคมีประมาณ 3 วัน และทำในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ร่างกายจะลดภาระที่ต้องย่อยอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน หรือลดภาระในการกำจัดสารพิษต่างๆ โดยวิธีการล้างพิษนี้จะเลือกผักหรือผลไม้เพียงชนิดเดียว เช่น ฝรั่ง ชมพู่ ส้มโอ ควรงดส้มหรือแตงโม เพราะมีน้ำตาลมาก
ประโยชน์ของการทานอาหารล้างสารพิษ
- ช่วยให้ร่างกายแก่ช้าลง เนื่องจากผักผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจะช่วยบำรุงฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ระบบขับถ่ายดีขึ้น ท้องไม่อืด แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ก็มีมากขึ้น ร่างกายมีความสมดุล
ทั้งนี้การทานอาหารล้างสารพิษควรทำควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสม และการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอและเป็นเวลาก็จะช่วยให้ร่างกายมีความสมดุล สุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคร้ายต่างๆ
ที่มา ทานอาหารล้างพิษ รายการคนสู้โรค
ในวันๆหนึ่งเราสามารถรับสารพิษได้จากทางใดบ้าง
ร่างกายคนเรารับสารพิษได้ร่างทาง ไม่ว่าจะเป็นการหายใจรับควันพิษ การทานอาหาร พืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ที่ผ่านการผลิตจากการเลี้ยงในฟาร์ม พืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เนื้อของสัตว์ที่ถูกเลี้ยงโดยใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ในทุกวันที่เราทานอาหารเราก็รับสารพิษ และสารพิษเหล่านี้ก็จะทำลายร่างกายทีละน้อย เมื่อเราทำงานหนัก ออกกำลังกายน้อย มีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรมลง ก็จะปรากฏอาการของโรคเรื้อรังทั้งหลายออกมา ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันสูง หลอดเลือดตีบ โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานต่างๆ สารพิษต่างๆเหล่านี้จะไปสะสมที่ตับ ในชั้นไขมัน ในสมอง หรือส่วนต่างๆในร่างกายเรา เราจึงต้องมีการล้างสารพิษต่างๆที่สะสมอยู่ในร่างกายออกบ้าง การเลือกทานอาหารก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย และอาหารแบบใดที่ช่วยได้
อาหารที่ล้างพิษดีที่สุดนั้นมี 2 อย่าง
อันที่ 1 ก็คือน้ำ น้ำจะเป็นตัวชะล้างเอาสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในร่างกายทั้งหลายให้ออกมา ถ้าเราดื่มน้ำไม่พอ ร่างกายจะทรุดโทรมเร็ว การดื่มน้ำต้องดื่มให้เป็น ไม่ควรดื่มน้ำเยอะในระหว่างทานอาหาร เพราะมีผลต่อระบบการย่อย ควรดื่มน้ำในตอนเช้า ประมาณ 3-4 แก้ว หรือดื่มให้ได้ประมาณ ครึ่งลิตร - 1 ลิตร เพราะว่าน้ำที่เราดื่มในตอนเช้าจะช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วงกลางวันควรดื่มน้ำก่อนและหลังอาหารสัก 1 ชั่วโมง น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ใช่น้ำเย็น และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำอุ่น
อาหารอันที่ 2 ก็คืออาหารพวกที่มีกากใยสูง พวกผักสดผลไม้ทั้งหลาย อาหารที่คนทุกเพศทุกวัยทานได้และแนะนำให้ทานก็คือ เม็ดแมงลักเพราะจะช่วยกวาดสิ่งสกปรกในลำไส้ได้ดี
ผักใบเขียวก็เป็นอาหารที่มีกากใยสูงและยังช่วยในการดูดซึมสารอาหาร และผลไม้ที่ใช้ทานล้างสารพิษควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน วิธีการล้างพิษในร่างกายที่เรียกว่า fasting ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยล้างสารพิษ เป็นการไม่ทานอาหารประเภทใดเลยนอกจากผักสดผลไม้ที่มั่นใจว่าปลอดสารเคมีประมาณ 3 วัน และทำในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ร่างกายจะลดภาระที่ต้องย่อยอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน หรือลดภาระในการกำจัดสารพิษต่างๆ โดยวิธีการล้างพิษนี้จะเลือกผักหรือผลไม้เพียงชนิดเดียว เช่น ฝรั่ง ชมพู่ ส้มโอ ควรงดส้มหรือแตงโม เพราะมีน้ำตาลมาก
ประโยชน์ของการทานอาหารล้างสารพิษ
- ช่วยให้ร่างกายแก่ช้าลง เนื่องจากผักผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจะช่วยบำรุงฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ระบบขับถ่ายดีขึ้น ท้องไม่อืด แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ก็มีมากขึ้น ร่างกายมีความสมดุล
ทั้งนี้การทานอาหารล้างสารพิษควรทำควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสม และการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอและเป็นเวลาก็จะช่วยให้ร่างกายมีความสมดุล สุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคร้ายต่างๆ
ที่มา ทานอาหารล้างพิษ รายการคนสู้โรค
ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี
เกาหลีมีประวัติยาวนานมากและก่อตั้งประเทศก่อนคนไทยเสียอีก คนไทยเริ่มต้นมาอยู่ในสุวรรณภูมิและตั้งอาณาจักรสุโขทัยเมื่อประมาณปี พ.ศ.1800 แต่เกาหลีเก่ากว่าคนไทยเราเสียอีก ซึ่งไม่ใช่ว่าคนเกาหลีมีมาก่อนคนไทย เพียงแต่คนไทยนั้นย้ายถิ่นฐานมาตลอดเป็นระยะเวลาเป็นพันปี คนไทยนั้นเริ่มต้นมาจากอาณาจักรน่านจ้าว อาณาจักรต้ามุงในประเทศจีน แล้วก็เคลื่อนย้ายลงมาและถูกคนจีนรุกราน ถ้าท่านที่ดูสามก๊กจะเข้าใจได้ว่าคนไทยอยู่ทางตอนใต้ของจีนและเมื่อ 2,000 ปีก่อนก็ถูกรุกรานโดยก๊กของเล่าปี่กับขงเบ้งนี่แหละ แล้วบรรพบุรุษของคนไทยก็ต้องเคลื่อนย้ายหนีมาเรื่อยๆ แต่สำหรับเกาหลีนั้นแตกต่างกัน เพราะอยู่ในพื้นที่นั้นมาตลอด และก็รบราฆ่าฟันกันมาเป็นเวลายาวนานทีเดียว
ถ้าหากนับประวัติศาสตร์เกาหลีจริงๆนี่ เกาหลีนั้นแยกเป็น 2 ประเทศมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งมาแยก เราจะเริ่มต้นมองประวัติศาสตร์เกาหลีไปเมื่อ 4,000 ปี ก่อน ตั้งแต่เริ่มมีชนเผ่าต่างๆในคาบสมุทรเกาหลี และเริ่มรวมกลุ่มกันได้จริงๆ เมื่อ 2,300 ปีก่อนคริสตศักราช มีกษัตริย์องค์แรกที่รวบรวมเอาเผ่าต่างๆก็คือ พระเจ้าโจซุน มีอำนาจมากสร้างความเป็นปึกแผ่นในเกาหลีได้ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะคนเกาหลีนั้นจะคล้ายๆกันคนอาหรับ หรือคนในตะวันออกกลางคือมักจะสู้รบกัน แม้จะเป็นเชื้อชาติเกาหลีด้วยกันก็ตาม และต่อมาก็มีการแยกออกเป็นสามอาณาจักร ในยุคสามอาณาจักรนี้มีระยะเวลาหลายร้อยปีเลยทีเดียว แบ่งเป็นตอนเหนือสุดเป็นอาณาจักรโคกุเรียว (Koguryo) ซึ่งอยู่ติดกับประเทศจีน ส่วนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้นี่ก็คืออาณาจักร เป็กเช (Paekche) และลงมาทางตอนใต้ที่ใหญ่มากก็คืออาณาจักรชิลลา (Shilla) ใครที่ดูละครเกาหลีก็จะได้ยินชื่อทั้ง 3 อาณาจักรนี้บ่อยๆ
และในช่วงที่แบ่งเป็น 3 อาณาจักรนี้เองเป็นช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้งรุนแรงมาก และต่างคนก็สู้รบกัน และอย่างไรก็ดีทั้ง 3 อาณาจักรนี้ก็รับวัฒนธรรมมาจากจีนโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นลัทธิขงจื๊อ อารยธรรมการเมืองการปกครองนั้นก็นำมาจากจีน อาณาจักรโคกุเรียวนั้นอยู่ติดกับประเทศจีนซึ่งไม่ค่อยจะถูกกันนักและมีปัญหาการรุกรานกัน ส่วนอาณาจักรชิลล่าไม่ได้อยู่ติดหรือเกี่ยวข้องอะไรกับจีนมากนัก แต่ก็พยายามที่จะสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ส่วนเป็กเชนั้นค่อนข้างจะเล็กที่สุด หลังจากที่แยกเป็น 3 อาณาจักรมาประมาณ 300 ปี ก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยที่มีอาณาจักรชิลลาเป็นผู้ยึดครอง และเกิดอาณาจักรใหม่ขึ้นมาคืออาณาจักรโครยอ แต่ก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานเพราะอยู่ท่ามกลาง 3 ประเทศก็คือ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย และยิ่งกับจีนก็มีประวัติศาสตร์ว่ารบราฆ่าฟันกันมานาน และเป็นที่สังเกตว่าประเทศที่มีการสู้รยบ่อยๆ บุคลิกของคน วัฒนธรรมจะออกมาเป็นในรูปที่สอดคล้องกับการสู้รบ ดูอย่างอาหารจะเห็นว่าอาหารเกาหลีเป็นอาหารที่หยาบๆ ง่ายๆ (ต้องขออภัยผู้ที่ชื่นชอบอาหารเกาหลี) เช่น กิมจิที่ทำมาจากผักดองคลุกพริกหมักเกลือ ซึ่งอาหารเหล่านี้เป็นเสบียงในการรบอยู่ได้นานหลายเดือน อีกประการหนึ่งก็คือภูมิอากาศที่หนาวจัดไม่มีสัตว์และพืชที่หามากินได้ ช่วงที่พอจะหาอาหารได้ก็จะถนอมอาหารไว้ ส่วนเนื้อสัตว์ก็จะกินแบบง่ายๆคือ แล่เนื้อปิ้งจิ้มน้ำจิ้มกินเลย ไม่มีมาประดิษฐ์ประดอยทำเป็นแกงอย่างคนไทย
สังเกตได้ว่านิสัยของคนเกาหลีปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นจะเร่งรีบ ไม่ปล่อยเวลาไปปล่าวประโยชน์ และถือคติว่าต้องได้เปรียบอยู่เสมอเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ที่ต้องสู้รบอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่สู้รบกันเองก็ต้องสู้รบกับจีน หรือญี่ปุ่นแถมยังต้องระวังรัสเซียเล็กๆ อีกทั้งพื้นที่ของคาบสมุทรเกาหลีนั้นอยู่ล้อมรอบด้วย 3 ประเทศมหาอำนาจ เวลาใครจะรบกับใครก็ต้องผ่านเกาหลี คล้ายกับประเทศเบลเยี่ยมที่อยู่ระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน และต่อมาในยุคล่าอาณานิคม การขยายดินแดนเพื่อระบายประชากรและต้องการทรัพยากรทำให้เกิดสงครามในหลายๆประเทศ และระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น รัสเซียไม่สามารถส่งเรือรบออกไปได้เพราะติดน้ำแข็งต้องส่งอ้อมออกมาแต่ก็ถูกญี่ปุ่นซุ่มโจมตีได้หมด จีนช่วงนั้นตกต่ำเพราะถูกล่าอาณานิคมจากประเทศทางตะวันตก ทำให้ญี่ปุ่นผงาดอำนาจขึ้นมา เกาหลีก็เป็นเหมือนอาณานิคมกลายๆของญี่ปุ่น และต่อมาอีกสิบปีเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกาหลีอยู่ภายใต้เขาควายของประเทศมหาอำนาจในช่วงสงครามโลกและต้องประคองตัวให้อยู่รอดและค่อนข้างจะอ่อนแอในยุคนั้น แต่จริงๆแล้วเกาหลีแบ่งประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีเหนือถูกปกครองในพรรคแรงงานที่ยึดมั่นในแนวทางของคอมมิวนิสต์ นายคิมอิลซุนซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานนั้นใกล้ชิดกับประธานเหมาเจ๋อตุงผู้นำคอมมิวนิสต์ในจีน ในช่วงนั้นประธานเหมานั้นยังยึดจีนไม่ได้ เมื่อทางสหประชาชาติต้องการมาจัดการการเลือกตั้งในเกาหลี พรรคแรงงานที่นำโดยนายคิมอิลซุนนั้นไม่ยอมเลือกตั้งด้วย ก็เลยตัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเขตปกครองของพรรคแรงงาน ส่วนเกาหลีใต้นั้นก็ให้สหประชาชาติเป็นคนดูแล สหประชาชาติก็สถาปนาการเลือกตั้งในเกาหลีใต้ในแบบอเมริกันขึ้นในช่วงนั้น ด้วยความที่อเมริกันต้องการเข้าไปยึดครองตรงนี้ มีผลประโยชน์ต่อเนื่องเพราะเป็นจุดยุทธศ่สตร์สำคัญ คือไม่อยู่ไกลจากปักกิ่ง ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้ ไม่ไกลจากวลาดิวอสต๊อก ทำให้อเมริกาต้องการเข้าไปตรงนั้น เมื่ออเมริกาเข้าไป รัสเซียก็เข้ามา ประกอบกับในช่วงนั้นเจียงไคเช็กแพ้พอดี และมีการสถาปนาคอมมิวนิสต์ขึ้นในจีน และเมื่อมีแนวทางที่ต่างกันทำให้เกิดเป็นสงครามในคาบสมุทรเกาหลี และไทยเองก็ได้ส่งทหารเข้าไปเพื่อช่วยเกาหลีใต้
ในช่วงของสงครามเกาหลีมีคนตายเป็นล้านเกือบสองล้านคน ต่อมาสงครามดำเนินมาโดยที่ไม่ใครเป็นฝ่ายชนะเด็ดขาด และภายใต้การนำของนายพลแม็คอาเธอร์ของกองกำลังสหประชาชาติที่มาช่วยเกาหลีใต้เกือบจะเอาชนะเกาหลีเหนือ ได้และเตรียมที่จะบุกประเทศจีน และเสนอให้มีการใช้ระเบิดปรมาณู แต่ประธานาธิบดีทรูแมน ไม่เห็นด้วยและกลัวจะบานปลาย จึงได้มีการเจรจายุติสงครามของสหประชาชาติกับพรรคคอมมิวนิสต์และแบ่งประเทศเป็นเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ โดยใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่ง แต่เมื่อแบ่งแล้วเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เองก็ยังประกาศภาวะสงครามกันมาจนถึงทุกวันนี้
สาเหตุที่ว่าทำไมถึงต้องแบ่งเป็นสองประเทศนั้น สาเหตุหลักนั้นมาจากเรื่องสงครามเย็น หลังจากเยอรมันพ่ายสงคราม สหรัฐและโซเวียตต่างแย่งเข้าไปเอาเทคโนโลยี และบุคลาการมาจากเยอรมันที่ชื่อได้ว่าไฮเทคที่สุดแล้วในยุคนั้น ต่างฝ่ายก็ต่างแข่งขันกันเป็นผู้นำในด้านการบุกเบิกอวกาศและเทคโนโลยีต่างๆ และหลังจากเยอรมันและญี่ปุ่นหมดอำนาจไป ก็ต้องมาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ตามประเทศต่างๆ และโซเวียตซึ่งอยู่ใกล้กับเกาหลีได้มาทำการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเกาหลี ฝ่ายอเมริกาที่ไปไม่ทันก็บอกกับโซเวียตว่าที่เหนือเส้นขนานที่ 38 ให้โซเวียตปลดอาวุธส่วนใต้เส้นขนาน อเมริกาจะทำการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในเกาหลีส่วนนี้เอง จึงเหมือนเป็นจุดเริ่มให้แบ่งเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ตั้งแต่นั้นมา ฝ่ายเกาหลีเหนือก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามโซเวียต ส่วนเกาหลีใต้ก็มีฝ่ายสัมพันธมิตรมาจัดการการเลือกตั้งให้
หลังจากนั้นทางฝ่ายเกาหลีเหนือส่งกำลังเข้ามาใต้เส้นขนานที่ 38 และสามารถที่จะยึดกรุงโซลได้ ดังนั้นองค์การสหประชาชาติก็เลยส่งกำลังเข้าไปช่วยเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งตรงนี้คนเกาหลีใต้ให้ความชื่นชมมาก
ถ้าหากนับประวัติศาสตร์เกาหลีจริงๆนี่ เกาหลีนั้นแยกเป็น 2 ประเทศมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งมาแยก เราจะเริ่มต้นมองประวัติศาสตร์เกาหลีไปเมื่อ 4,000 ปี ก่อน ตั้งแต่เริ่มมีชนเผ่าต่างๆในคาบสมุทรเกาหลี และเริ่มรวมกลุ่มกันได้จริงๆ เมื่อ 2,300 ปีก่อนคริสตศักราช มีกษัตริย์องค์แรกที่รวบรวมเอาเผ่าต่างๆก็คือ พระเจ้าโจซุน มีอำนาจมากสร้างความเป็นปึกแผ่นในเกาหลีได้ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะคนเกาหลีนั้นจะคล้ายๆกันคนอาหรับ หรือคนในตะวันออกกลางคือมักจะสู้รบกัน แม้จะเป็นเชื้อชาติเกาหลีด้วยกันก็ตาม และต่อมาก็มีการแยกออกเป็นสามอาณาจักร ในยุคสามอาณาจักรนี้มีระยะเวลาหลายร้อยปีเลยทีเดียว แบ่งเป็นตอนเหนือสุดเป็นอาณาจักรโคกุเรียว (Koguryo) ซึ่งอยู่ติดกับประเทศจีน ส่วนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้นี่ก็คืออาณาจักร เป็กเช (Paekche) และลงมาทางตอนใต้ที่ใหญ่มากก็คืออาณาจักรชิลลา (Shilla) ใครที่ดูละครเกาหลีก็จะได้ยินชื่อทั้ง 3 อาณาจักรนี้บ่อยๆ
และในช่วงที่แบ่งเป็น 3 อาณาจักรนี้เองเป็นช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้งรุนแรงมาก และต่างคนก็สู้รบกัน และอย่างไรก็ดีทั้ง 3 อาณาจักรนี้ก็รับวัฒนธรรมมาจากจีนโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นลัทธิขงจื๊อ อารยธรรมการเมืองการปกครองนั้นก็นำมาจากจีน อาณาจักรโคกุเรียวนั้นอยู่ติดกับประเทศจีนซึ่งไม่ค่อยจะถูกกันนักและมีปัญหาการรุกรานกัน ส่วนอาณาจักรชิลล่าไม่ได้อยู่ติดหรือเกี่ยวข้องอะไรกับจีนมากนัก แต่ก็พยายามที่จะสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ส่วนเป็กเชนั้นค่อนข้างจะเล็กที่สุด หลังจากที่แยกเป็น 3 อาณาจักรมาประมาณ 300 ปี ก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยที่มีอาณาจักรชิลลาเป็นผู้ยึดครอง และเกิดอาณาจักรใหม่ขึ้นมาคืออาณาจักรโครยอ แต่ก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานเพราะอยู่ท่ามกลาง 3 ประเทศก็คือ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย และยิ่งกับจีนก็มีประวัติศาสตร์ว่ารบราฆ่าฟันกันมานาน และเป็นที่สังเกตว่าประเทศที่มีการสู้รยบ่อยๆ บุคลิกของคน วัฒนธรรมจะออกมาเป็นในรูปที่สอดคล้องกับการสู้รบ ดูอย่างอาหารจะเห็นว่าอาหารเกาหลีเป็นอาหารที่หยาบๆ ง่ายๆ (ต้องขออภัยผู้ที่ชื่นชอบอาหารเกาหลี) เช่น กิมจิที่ทำมาจากผักดองคลุกพริกหมักเกลือ ซึ่งอาหารเหล่านี้เป็นเสบียงในการรบอยู่ได้นานหลายเดือน อีกประการหนึ่งก็คือภูมิอากาศที่หนาวจัดไม่มีสัตว์และพืชที่หามากินได้ ช่วงที่พอจะหาอาหารได้ก็จะถนอมอาหารไว้ ส่วนเนื้อสัตว์ก็จะกินแบบง่ายๆคือ แล่เนื้อปิ้งจิ้มน้ำจิ้มกินเลย ไม่มีมาประดิษฐ์ประดอยทำเป็นแกงอย่างคนไทย
สังเกตได้ว่านิสัยของคนเกาหลีปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นจะเร่งรีบ ไม่ปล่อยเวลาไปปล่าวประโยชน์ และถือคติว่าต้องได้เปรียบอยู่เสมอเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ที่ต้องสู้รบอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่สู้รบกันเองก็ต้องสู้รบกับจีน หรือญี่ปุ่นแถมยังต้องระวังรัสเซียเล็กๆ อีกทั้งพื้นที่ของคาบสมุทรเกาหลีนั้นอยู่ล้อมรอบด้วย 3 ประเทศมหาอำนาจ เวลาใครจะรบกับใครก็ต้องผ่านเกาหลี คล้ายกับประเทศเบลเยี่ยมที่อยู่ระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน และต่อมาในยุคล่าอาณานิคม การขยายดินแดนเพื่อระบายประชากรและต้องการทรัพยากรทำให้เกิดสงครามในหลายๆประเทศ และระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น รัสเซียไม่สามารถส่งเรือรบออกไปได้เพราะติดน้ำแข็งต้องส่งอ้อมออกมาแต่ก็ถูกญี่ปุ่นซุ่มโจมตีได้หมด จีนช่วงนั้นตกต่ำเพราะถูกล่าอาณานิคมจากประเทศทางตะวันตก ทำให้ญี่ปุ่นผงาดอำนาจขึ้นมา เกาหลีก็เป็นเหมือนอาณานิคมกลายๆของญี่ปุ่น และต่อมาอีกสิบปีเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกาหลีอยู่ภายใต้เขาควายของประเทศมหาอำนาจในช่วงสงครามโลกและต้องประคองตัวให้อยู่รอดและค่อนข้างจะอ่อนแอในยุคนั้น แต่จริงๆแล้วเกาหลีแบ่งประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีเหนือถูกปกครองในพรรคแรงงานที่ยึดมั่นในแนวทางของคอมมิวนิสต์ นายคิมอิลซุนซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานนั้นใกล้ชิดกับประธานเหมาเจ๋อตุงผู้นำคอมมิวนิสต์ในจีน ในช่วงนั้นประธานเหมานั้นยังยึดจีนไม่ได้ เมื่อทางสหประชาชาติต้องการมาจัดการการเลือกตั้งในเกาหลี พรรคแรงงานที่นำโดยนายคิมอิลซุนนั้นไม่ยอมเลือกตั้งด้วย ก็เลยตัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเขตปกครองของพรรคแรงงาน ส่วนเกาหลีใต้นั้นก็ให้สหประชาชาติเป็นคนดูแล สหประชาชาติก็สถาปนาการเลือกตั้งในเกาหลีใต้ในแบบอเมริกันขึ้นในช่วงนั้น ด้วยความที่อเมริกันต้องการเข้าไปยึดครองตรงนี้ มีผลประโยชน์ต่อเนื่องเพราะเป็นจุดยุทธศ่สตร์สำคัญ คือไม่อยู่ไกลจากปักกิ่ง ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้ ไม่ไกลจากวลาดิวอสต๊อก ทำให้อเมริกาต้องการเข้าไปตรงนั้น เมื่ออเมริกาเข้าไป รัสเซียก็เข้ามา ประกอบกับในช่วงนั้นเจียงไคเช็กแพ้พอดี และมีการสถาปนาคอมมิวนิสต์ขึ้นในจีน และเมื่อมีแนวทางที่ต่างกันทำให้เกิดเป็นสงครามในคาบสมุทรเกาหลี และไทยเองก็ได้ส่งทหารเข้าไปเพื่อช่วยเกาหลีใต้
ในช่วงของสงครามเกาหลีมีคนตายเป็นล้านเกือบสองล้านคน ต่อมาสงครามดำเนินมาโดยที่ไม่ใครเป็นฝ่ายชนะเด็ดขาด และภายใต้การนำของนายพลแม็คอาเธอร์ของกองกำลังสหประชาชาติที่มาช่วยเกาหลีใต้เกือบจะเอาชนะเกาหลีเหนือ ได้และเตรียมที่จะบุกประเทศจีน และเสนอให้มีการใช้ระเบิดปรมาณู แต่ประธานาธิบดีทรูแมน ไม่เห็นด้วยและกลัวจะบานปลาย จึงได้มีการเจรจายุติสงครามของสหประชาชาติกับพรรคคอมมิวนิสต์และแบ่งประเทศเป็นเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ โดยใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่ง แต่เมื่อแบ่งแล้วเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เองก็ยังประกาศภาวะสงครามกันมาจนถึงทุกวันนี้
สาเหตุที่ว่าทำไมถึงต้องแบ่งเป็นสองประเทศนั้น สาเหตุหลักนั้นมาจากเรื่องสงครามเย็น หลังจากเยอรมันพ่ายสงคราม สหรัฐและโซเวียตต่างแย่งเข้าไปเอาเทคโนโลยี และบุคลาการมาจากเยอรมันที่ชื่อได้ว่าไฮเทคที่สุดแล้วในยุคนั้น ต่างฝ่ายก็ต่างแข่งขันกันเป็นผู้นำในด้านการบุกเบิกอวกาศและเทคโนโลยีต่างๆ และหลังจากเยอรมันและญี่ปุ่นหมดอำนาจไป ก็ต้องมาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ตามประเทศต่างๆ และโซเวียตซึ่งอยู่ใกล้กับเกาหลีได้มาทำการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเกาหลี ฝ่ายอเมริกาที่ไปไม่ทันก็บอกกับโซเวียตว่าที่เหนือเส้นขนานที่ 38 ให้โซเวียตปลดอาวุธส่วนใต้เส้นขนาน อเมริกาจะทำการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในเกาหลีส่วนนี้เอง จึงเหมือนเป็นจุดเริ่มให้แบ่งเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ตั้งแต่นั้นมา ฝ่ายเกาหลีเหนือก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามโซเวียต ส่วนเกาหลีใต้ก็มีฝ่ายสัมพันธมิตรมาจัดการการเลือกตั้งให้
หลังจากนั้นทางฝ่ายเกาหลีเหนือส่งกำลังเข้ามาใต้เส้นขนานที่ 38 และสามารถที่จะยึดกรุงโซลได้ ดังนั้นองค์การสหประชาชาติก็เลยส่งกำลังเข้าไปช่วยเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งตรงนี้คนเกาหลีใต้ให้ความชื่นชมมาก
สุดยอดเฮลิคอปเตอร์ อาปาเช่ (Apache Helicopter)
สำหรับทหารข้าศึกสิ่งแรกที่ได้ยินคือเสียงฟ้าคำราม พื้นดินสั่นไหว ทรายและต้นไม้เอนลู่ตามแรงลม ถ้าพวกเขามองได้ก็จะเห็นใบพัดขนาดใหญ่ กระบะจรวดและนักบินจ้องเขม็งผ่านตาขนาดใหญ่ มันดูเหมือนแมลงสังหารขนาดยักษ์ เครื่องบินนี้สามารถบินด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง ยิงถล่มด้วยจรวดเฮลไฟร์ (Hellfire) 16 นัด ปืนใหญ่ 30 มม. ยิงได้กว่า 600 นัดต่อนาที มันโจมตีรถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะและทหารอย่างแม่นยำเฉียบขาด กลางวันหรือกลางคืนไม่ให้มีที่ซ่อนได้ มันจะตามล่าและสังหาร มันคือเฮลิคอปเตอร์อันตรายที่สุดในโลก ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคืออาวุธที่น่าสนใจ มันทำให้ข้าศึกในสนามรบหวาดกลัว อาวุธหลักที่ใช้ต่อต้านยานเกราะคือระบบจรวดเฮลไฟร์ มันเจาะเข้ารถถังแล้วเริ่มระเบิดจากข้างใน มันหลอมละลายรถถังทั้งคัน จากบันทึกภาพในอดีตและเอกสารสำคัญ รายการ Battle Station จะพาคุณไปพบกับความแข็งแกร่งของเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ (Apache)
เวลาสองนาฬิกาเช้าตรู่วันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1991 กลุ่มเฮลิคอปเตอร์ AH64A 6 ลำ จากกองบินที่ 101 บินขึ้นจากฐานทัพอากาศอัลคาจ (Al Kharj) ซาอุดิอารเบีย พวกเขาซอกซอนไปตามทะเลทรายด้วยความเร็ว 150 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยไม่ถูกตรวจพบ พวกเขาบินข้ามพรหมแดนด้วยความสูงที่ต่ำมากอาจไม่ถึง 100 ฟุตเหนือพื้นด้วยซ้ำ เป้าหมายของพวกเขาคือที่ตั้งระบบป้องกันทางอากาศที่สำคัญ 2 แห่งทางตะวันตกของอิรักซึ่งมีหอเรดาห์ที่จะตรวจจับเครื่องบินที่จะเข้ามาโจมตี หอเหล่านั้นต้องถูกทำลายเพื่อเปิดช่องในข่ายป้องกันทางอากาศของอิรัก อาปาเช่มีเวลาเพียง 90 นาทีก่อนที่เครื่องบิน 700 ลำจากกองกำลังผสมจะทลวงช่องนี้เพื่อโจมตีเป้าหมายทางยุทธวิธีกว่า 500 แห่งทั่วอิรัก การทำลายฐานเรดาห์ทั้งสองแห่งมีกำหนดเวลาที่แน่นอน แม้เรดาห์อิรักจะค้นหาอย่างต่อเนื่องแต่มันก็ไม่อาจเห็นเฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำได้ เมื่อเข้าใกล้ที่หมาย ผู้ฝูงวิทยุเรียกคำสั่งสั้นๆ งานเลี้ยงใน 10 วิ อีก 10 วินาทีก่อนถึงกำหนด อาปาเช่ทั้ง 6 ก็ยิงจรวดเฮลไฟร์ เป้าหมายหลักของเฮลิคอปเตอร์แต่ละลำก็คือเป้าหมายรองของเครื่องคุ้มกัน พวกเขาไม่ยอมให้มีเรดาห์ไหนหลงเหลืออยู่ กระบวนการโจมตีทั้งหมดใช้เวลาราวๆ 10 นาทีเห็นจะได้ ด้วยเวลาเหลือเพียงไม่กี่วินาที อาคารเรดาห์สุดท้ายก็ถูกทำลาย นักบินผู้ฝูงอาปาเช่ก็วิทยุแจ้งรหัสกองกำลังผสมที่กำลังบินเข้ามา อาปาเช่ประสบความสำเร็จในระบบเตือนภัยล่วงหน้า พวกเขายังเป็นผู้เปิดฉากการยิงในปฏิบัติการพายุทะเลทราย ในไม่กี่นาทีแห่งความเป็นความตายนั้น ทำให้พวกเขาเป็นหน่วยหนึ่งที่สำคัญในการนำการโจมตี
การนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้เป็นอาวุธสงคราม เริ่มนำมาเมื่อ 40 กว่าปีก่อน เฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 และเพิ่งถูกใช้ในสงครามเกาหลีในช่วงต้นศตวรรษ 1950 โดยกองทัพสหรัฐใช้เป็นเครื่องลาดตะเวน มีไม่กี่คนที่เห็นว่ามันเป็นเครื่องจักรสงครามได้ ชื่อเสียงของเฮลิคอปเตอร์ได้มาจากการขนย้ายทหารบาดเจ็บกลับไปยังหน่วยพยาบาลโดยมากภายใต้การยิงของข้าศึก แล้วตำนานก็เริ่มขึ้น ในปี 1962 เฮลิคอปเตอร์จู่โจม Bell XH40 เข้าประจำการในแนวหน้ามันถูกเรียกว่า ฮิวอี้ มันสามารถบรรทุกทหารอาวุธเต็มพิกัดได้ 18 นาย ด้วยความเร็วเกือบ 140 ไมล์ต่อชั่วโมง ฮิวอี้สามารถนนำการสู้รบไปถึงประตูบ้านข้าศึก ด้วยปืนใหญ่ 7.62 กองทัพบกสหรัฐได้สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ยานเคลื่อนที่เร็วเอนกประสงค์ติดอาวุธ สำหรับข้าศึกเฮลิคอปเตอร์เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัว สำหรับทหารฝ่ายเดียวกันมันเป็นเครื่องบินที่จำเป็นเพื่อพาเข้าสู่สงคราม ถึงยุคของเฮลิคอปเตอร์แล้ว เมื่อสงครามยุติเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้เป็นสิ่งที่ยิ่งกว่ารถถังบินได้ เนื่องจากความเร็ว อำนาจการยิง ความคล่องตัว และจากการปฏิบัติการจากระดับยอดไม้
โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ช่วงทศวรรษที่ 1970 ตกอยู่ในความหวาดกลัวในความขัดแย้งของสงครามเย็น กองทัพสหรัฐเสนอให้บริษัทหนึ่งสร้างเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถตอบโต้สหภาพโซเวียตได้ มีสองผู้เข้าชิงคือ BELL YAH-63 และ HUGES YAH-64 ทั้งคู่รวดเร็วและคงทนแต่ใครจะเป็นสุดยอด พวกเขามีเวลา 2 ปี เพื่อสร้างต้นแบบและเผชิญหน้าเพื่อการตัดสิน ใครจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก ระหว่างต้นทศวรรษที่ 1970 อเมริกาเชื่อว่ามีการคุกคามจากสหภาพโซเวียตเพิ่มขึ้น เฮลิคอปเตอร์และรถถังของสหภาพโซเวียตนั้นทรงพลังและเกินกำลังกว่าฮิวอี้ของกองทัพสหรัฐ สหรัฐยกภาระให้กับผู้ผลิตเครื่องบินเพื่อสร้างเฮลิคอปเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก บริษัทเครื่องบินสองแห่งตอบรับและแข่งกันสร้างเฮลิคอปเตอร์ให้เหนือกว่าของคู่แข่ง รางวัลคือสัญญาผลิตเฮลิคอปเตอร์แนวหน้าให้กองทัพสหรัฐ BELL YAH-63 และ HUGES YAH-64 ของ BELL คือ HUEY COBRA ที่ใหญ่และแข็งแรง แต่ของ HUGES เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ออกแบบด้วยแนวคิดใหม่ทั้งหมด ด้วยความยาวทั้งลำ 58 ฟุต และน้ำหนักสูงสุด 21,000 ปอนด์ มันมีความสามารถบินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หุ้มด้วยเกราะไททาเนียม เครื่องยนต์กำลังแรงทังสองจาก General Electric ช่วยให้มันทำความเร็วสูงสุดกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง ลูกเรือนั่งตามกันในห้องหุ้มไททาเนียม พลปืนนักบินผู้ช่วยอยู่ในที่นั่งด้านหน้า นักบินนั่งด้านหลัง ห้องนักบินอัดแน่นด้วยอุปกรณ์ซับซ้อนเพื่อบังคับอาวุธเรดาห์และนำร่อง มิตไซส์ จรวดและปืนใหญ่ 30 มม.
HUGES บินขึ้นได้ก่อนในวันที่ 30 กันยายน ปี 1975 มันขึ้นบินครั้งแรก อีกวันต่อมา BELL ขึ้นบินบ้าง การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น หลายเดือนถัดจากนั้นเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองถูกใช้อย่างเต็มที่เพื่อการประเมินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท้ายที่สุดวันที่ 10 ธันวาคม 1970 ได้ตัดสินให้ผู้ชนะคือ HUGES YAH-64 มันเป็นการแข่งขันที่สูสี แต่ HUGES ได้รับเลือกเพราะความสามารถในการอยู่รอด อำนาจการจู่โจม บินกลับและพาลูกเรือกลับฐานได้ HUGES ได้ผลิตอย่างเต็มกำลังในทันที 26 กันยายน 1982 หลังการบินทดสอบ 4,000 ชั่วโมง เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ (APACHE) ที่ปฏิบัติการได้ลำแรก ถูกเข็นออกจากโรงงานในเมซา อริโซน่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติของกองทัพบกสหรัฐที่จะตั้งชื่อเครื่องบินตามชนพิ้นเมืองอเมริกันมันจึงได้รับฉายาใหม่ AS-64 APACHE ในที่สุดกองทัพบกสหรัฐก็ได้เฮลิคอปเตอร์ตามที่ต้องการได้เป็นอย่างมาก และพร้อมแสดงให้โลกเห็นอำนาจอันน่าเกรงขามของเครื่องบินนี้ อาวุธหลักของเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ก็คือจรวดต่อต้านรถถังเฮลไฟร์ 18 ลูก จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์นี้มีพิสัย 5 ไมล์ มันยังบรรทุกกะเปาะจรวดไฮดรา 70 มม. จำนวน 19 ลูกได้สองกะเปาะ แม้จะไม่นำวิถี แต่จรวดเจาะเกราะแตกระเบิดนี้ถูกใช้กับเป้าหมายที่ซ่อนอยู่หลังพื้นที่หรือสิ่งกำบัง สุดท้ายมันมีปืน 30 มม.ที่น่ากลัวซึ่งสามารถยิงได้กว่า 600 นัดต่อนาที ไม่มีอะไรหนีรอดจากเฮลิคอปเตอร์นี้ได้
แม้กองทัพบกสหรัฐมีเฮลิคอปเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก แต่มันก็บินด้วยนักบินชั้นยอด นักบินโจมตีสายพันธุ์พิเศษ คนที่ถูกมองหาให้มาเป็นนักบินอาปาเช่คือ คนหนุ่มสาวกร้าวแกร่งที่มีทักษะสูง รวมถึงทักษะการเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมการบินที่ซับซ้อน และจัดการระบบต่างๆได้เป็นอย่างดี เราต้องการคนที่มีสัญชาติญาณนักฆ่าเพราะมันเป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตี และงานของพวกเขาก็คือออกไปสังหารข้าศึก สำหรับกลุ่มนักบินที่ได้รับหารคัดเลือก ความประทับใจแรกต่ออาปาเช่อยู่ในใจพวกเขาอยู่เสมอ มันดูน่าเกลียด ดูข่มขวัญ และยังดูน่ากลัวอีกด้วย พวกเขาเรียกมันว่าตักแตนตำข้าว แค่มองส่วนหน้าก็เหมือนกับตัวแทนยมฑูต พวกเขาอยากบินกับมัน นักเรียนที่มีสิทธิพิเศษให้บินกับสุดยอดเฮลิคอปเตอร์จะถูกฝึกให้เป็นนักบินชั้นยอดที่ ฟอร์ท รักเกอร์ (Fort Rucker) รัฐอลาบาม่า มันยากแต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้กองทัพทำอย่างดีที่สุดให้คุณพัฒนาและแกร่งขึ้น เมื่อคุณจบจากโรงเรียนและผ่านการรับรอง คุณจะสามารถออกไปใช้อาวุธเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว คนที่เป็นที่หนึ่งในชั้นเมื่อเรียงตามลำดับ คนที่เป็นที่หนึ่งจะได้เป็นคนเลือกแบบเฮลิคอปเตอร์ที่จะบิน
ระบบอาวุธของเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ทำงานได้จากทั้งนักบินและนักบินผู้ช่วย เป็นระบบค้นหาและระบบเป้าหมาย มันอยู่ที่จมูกเครื่องบินหมุนได้ 120 องศา ป้อนข้อมูลให้เป็นภาพจากกล้องอินฟราเรด หน้าจอความละเอียดสูงและเลเซอร์จับเป้า มันเป็นดวงตาให้กับอาปาเช่ ภาพเหล่านั้นถูกแสดงที่จอของลูกเรือหรือ SDU Helmet Display Unit เป็นจอแสดงภาพติดหมวก เป็นจอขนาด1 นิ้ว อยู่ที่ตาข้างขวาของนักบิน เราเรียกมันว่าสัตว์ประหลาดตาเขียว ถ้าคุณใส่มันกล้ามเนื้อตาจะทำงานหนักมาก พอบินเสร็จคุณจะปวดตาหนึบๆเชียวล่ะ มันเป็นระบบที่จะท้าทายให้เราเอาชนะมัน เป็นเรื่องยากที่จะบินอาปาเช่โดยใช้มัน มันเหมือนกับเอากระจกเขียวมาติดกับแกนกระดาษชำระ แล้วมองผ่านมันพร้อมกับขับรถไปบนทางด่วนด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง และพยายามจะมองว่าคุณจะเห็นอะไรได้บ้างในเวลากลางคืน และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือปืนสามารถทำงานร่วมกับจอภาพติดหมวก มันยิงได้โดยไม่ต้องเล็งหันหัวเครื่องบิน ที่แต่ละข้างของหมวกนักบิน มีเซ็นเซอร์ที่ส่งสัญญาณโดยใช้ลำแสงอินฟราเรด ทุกการเคลื่อนไหวของนักบินถูกจับโดยลำแสงเหล่านั้น และมันก็จะส่งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อสั่งให้ปืนใหญ่หมุน นักบินมองไปทางไหนปืนจะเล็งไปทางนั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่รวมไว้ในอุปกรณ์อันน่าทึ่งนี้คืออุปกรณ์นำร่องอันทันสมัย ระบบต่อต้านอิเล็กทรอนิคส์และเรดาห์ เมื่อนักบินจบหลักสูตรและการฝึกอย่างครบถ้วน พวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักบินที่พิเศษยิ่งของโลก เมื่อนักบินอาปาเช่จบจากโรงเรียนการบิน พวกเขาคือนักบินที่ถูกฝึกมาอย่างเป็นพิเศษ อาปาเช่จำนวนมากเข้าประจำการอย่างรวดเร็ว นักบินต้องพิสูจน์ความแกร่งของตนเอง ในเดือนธันวาคม 1989 อาปาเช่ได้เผชิญกับอันตรายเป็นครั้งแรก ในปลายทศวรรษที่ 1980 อาปาเช่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่อันตรายที่สุดในโลก กองทัพยังมีเครื่องบินแบบนี้ไม่เพียงพอ มันยังไม่เคยถูกใช้ในสนามรบจนกระทั่งในเดือนธันวาคม 1989 ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและสาธารณรัฐปานามาได้มาถึงจุดแตกหักภายใต้การนำของผู้นำเผด็จการ มานูเอล อันโตนิโอ โนเรียกา ความกดดันเพิ่มขึ้นและจบลงด้วยการยิงนาวิกโยธินสหรัฐ ประธานาธิบดี จอร์จ บุช โต้กลับโดยการประกาศสงคราม โดยมีคำแถลงการณ์ว่า "ไม่มีความรับผิดชอบใดของข้าพเจ้ายิ่งใหญ่ไปกว่าชีวิตของประชาชนคนอเมริกัน ข้าพเจ้าขอสั่งการให้กองกำลังสหรัฐปกป้องชีวิตประชาชนอเมริกันในปานามา และนำมาซึ่งความยุติธรรมให้กับประเทศของเรา" ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปกว่า 27,000 นาย และอาปาเช่ได้เข้าร่วมด้วย หน้าที่ของพวกเขาคือบินเข้าไปโดยกำบังด้วยความมืดและให้ยิงสนับสนุนทหารภาคพื้น ระหว่างการต่อสู้อย่างรุนแรงสั้นๆ อาปาเช่ปล่อยจรวดเฮลไฟร์และไฮดราเข้าสู่อาคารติดอาวุธหนักที่ล้อมรอบที่ทำการใหญ่ของโนเรียกา เจ็ดวันต่อมาโนเรียกาถูกจับกุม อาปาเช่โจมตีได้สำเร็จ พวกมันได้รับการพิสูจน์ในสนามรบโดยเฉพาะการปฏิบัติการกลางคืน ความสามารถยิงเฮลไฟร์ไปยังเป้าหมายที่ป้องกันอย่างเข้มแข็ง เป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อผู้บัญชาการเพื่อเป็นแนวทางการเอาเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ไปใช้ในอนาคต
ข้อมูลนั้นถูกนำมาใช้ในปี 1991 เมื่ออาปาเช่ถูกนำมาเรียกใช้อีกครั้งเมื่อ 17 มกราคม ปฏิบัติการพายุทะเลทรายได้เริ่มขึ้น หลังจากประสบความสำเร็จในภารกิจในการถล่มหอเรดาห์ในอิรัก ไม่มีภารกิจใดไม่มีอาปาเช่ จากการสนับสนุนทหารราบในการทำลายรถถัง อาปาเช่รับบทหนักเสมอ โดยไม่เคยสูญเสียจากการต่อสู้ แต่อาปาเช่ก็ต้องถูกชดใช้ในความสำเร็จ มันถูกออกแบบมาเพื่อสงครามในยุโรป ความร้อนและฝุ่นในทะเลทรายทำความปวดหัวให้กับหัวหน้าลูกเรือและช่างซ่อมบำรุง เมื่อต้องบินในทะเลทรายฝุ่นเม็ดทรายจะฟุ้งปลิวขึ้นมาเสียดสีกับใบพัด กระจกหน้า ช่างซ่อมบำรุงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้อาปาเช่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา 27 กุมภาพันธ์ อาปาเช่โจมตีถนนบาสรา ร่วมกับเครื่องบินโจมตี A10 พวกเขาทำลายขบวนรถของอิรัก พวกเขายิงมิสไซส์ จรวด และปืนครั้งแล้วครั้งเล่าใส่ยานยนต์อิรัก ทำให้ทหารราบไม่มีที่หลบซ่อนให้วิ่งหนี เมื่อการโจมตีสิ้นสุดยานยนต์อิรักนับพันถูกทำลาย ทหารมากมายถูกสังหาร บาสราจะเป็นที่จดจำกันว่าเป็นทางด่วนมรณะ อาปาเช่กลายเป็นเครื่องบินที่น่ากลัวที่สุดในสงครามและมันเป็นที่จดจำของผู้คน รถถัง 278 คัน ยานยนต์เบาและยานเกราะ 500 คันถูกทำลาย ฐานปืนใหญ่ 120 แห่ง และฐานจรวดยิงสู่อากาศ 42 แห่งถูกทำลาย มันยังช่วยจับกุมทหารอิรักกว่า 4,700 นาย อาปาเช่กลายเป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีน่าหวาดกลัวที่สุดในโลก และชื่อเสียงของมันยิ่งดังขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยา มันพุ่งออกไปเหมือนเทพแห่งการล้างแค้นต่อผู้ก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน
อาปาเช่เป็นตำนานความสำเร็จแห่งสมครามอ่าว ไม่ว่าผู้นำทหารต้องการอะไรอาปาเช่ตอบสนองได้เสมอ มันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรสังหาร มันยังถูกใช้เพื่อสร้างสันติภาพ ในดินแดนที่เคยเป็นยูโกสลาเวีย อาปาเช่ถูกเรียกให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังนาโต้ เพื่อเรียกสันติภาพระหว่างสงครามความขัดแย้งระหว่างชาวเซิร์บและมุสลิมในบอสเนียและโคโซโว และหลังเหตุการณ์ 11 กันยา ขณะที่โลกตะลึงงัน อาปาเช่ได้ถูกเตรียมพร้อมเพื่อส่งไปยังอัฟกานิสถาน ตุลาคม 2001 อาปาเช่ได้ทำในสิ่งที่มันทำได้ดี สนับสนุนทหารราบในการเคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองคาบูล และมันไม่ใช่การเดินเล่นในสวน ตาลีบันได้ตอบโต้อย่างรุนแรง ในระหว่างปฏิบัติการอนาคอนด้า อาปาเช่ได้เข้าร่วมในการสู้รบรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง มีนาคม 2002 ตาลีบันถูกผลักดันจากที่ราบอัฟกานิสถาน พวกเขาเจาะที่ว่างในเทือกเขาร่วมกับพวกอัลเคดา สิ่งที่ยากคือการค้นหาขณะที่คุณอยู่เหนือภูเขา ความพยายามดึงตาลีบันออกจากถ้ำทำให้เกิดการสู้รบอย่างนองเลือด ทหารราบสหรัฐไม่ต่ำกว่า 23 คนตะโกนใส่วิทยุในคลื่นความถี่ต่างกัน ร้องขอการสนับสนุนจากอาปาเช่ในเวลาเดียวกัน อาปาเช่โจมตีเป้าหมายขณะที่ข้าศึกก็อัดกลับด้วยอาวุธหนักอัตโนมัติหรือปืนกล สำหรับฝ่ายป้องกันของตาลีบันในถ้ำ อาปาเช่เป็นอำนาจอันน่ากลัว แต่สำหรับทหารราบสหรัฐบนพื้นมันคือเทพเจ้าคุ้มครอง เพราะลูกเรือของเฮลิคอปเตอร์แต่ละลำมีความผูกพันธ์กันเป็นพิเศษ ระหว่างภารกิจหนึ่งซึ่งให้การสนับสนุนกองกำลังพิเศษบนพื้นดิน อาปาเช่ลำหนึ่งถูกยิงตกด้วย RPG
ขณะที่กำลังบินเกาะกลุ่มทางขวา เพื่อยิงจรวด 25 มม. แล้วถอนตัวจากตำแหน่ง แล้วก็ไล่ล่าข้าศึกไปตามภูเขา ด้วยเหตุบางอย่างขณะบินผ่านครั้งที่สาม อาปาเช่ลำหนึ่งถูกยิงเข้าที่ห้องนักบินด้วย RPG ทำให้ระบบส่งกำลังเสียหายด้วย เมื่อรู้ว่าถูกยิงเสียหายหนัก อาปาเช่ทั้งสองลำมุ่งหน้ากลับฐาน แต่ก็ไปได้ไม่ไกล ในห้องนักบินของเครื่องหนึ่ง ไฟเตือนสว่างขึ้นระบุว่าไม่มีน้ำมันหล่อลื่นอยู่ในระบบส่งกำลัง ทั้งที่ยังอยู่ในพื้นที่ของอัลเคดา อาปาเช่ทั้งสองลำร่อนลงที่ริมแม่น้ำ ทุกอย่างมันฉุกละหุกมาก เมื่อลงจอดก็เติมน้ำมันหล่อลื่นลงไปเล็กน้อย อาปาเช่ถูกออกแบบให้บินโดยไม่มีน้ำมันหล่อลื่นได้ในเวลาจำกัด และพวกเขาจะพามันกลับฐานก่อนเครื่องยนต์พังได้หรือไม่ ผู้บังคับการอาปาเช่อีกลำตัดสินใจว่าเนื่องจากเขามีประสบการณ์มากกว่า เขาจะเป็นผู้บินเฮลิคอปเตอร์ที่เสียหายกลับฐาน เขาบินไปได้ 26 นาทีโดยไม่มีน้ำมันหล่อลื่นในระบบส่งกำลังและในที่สุดก็พาเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำกลับถึงฐานได้ ไม่ถึง 1 ปีต่อมา อาปาเช่ต้องเผชิญความท้าทายยิ่งขึ้น
หลังภารกิจในอัฟกานิสถาน เป็นที่รู้กันว่าอาปาเช่มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่อาปาเช่มีอายุ 20 กว่าปีแล้ว กองทัพสหรัฐมีความเห็นว่ามันควรได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น และอาปาเช่แบบใหม่ได้ปรากฏตัว AH-64D Longbow Apache ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อคุณดูในห้องนักบินคุณจะเห็นจอทีวีสองจอ ประโยชน์สำคัญของรุ่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ข้อมูลของสถานการณ์ เราสามารถที่จะป้อนเส้นทาง สามารถใส่ตำแหน่งของข้าศึก ใส่พิกัดฝ่ายเรา และเมื่อบินออกไปในตำแหน่งที่มีข้าศึก คุณก็สามารถหลบได้ และอาจมีเวลาเพิ่มขึ้น 2-3 วินาที เพื่อดูว่าตอนนี้บินอยู่ตำแหน่งไหน และฝ่ายข้าศึกอยู่ตำแหน่งใด เป็นการเตรียมพร้อมได้อย่างดีทีเดียว และมันยังมีจรวดเฮลไฟร์ ที่สามารถล็อคเป้ายิงแล้ว ไม่ต้องดูผลของจรวดนั้นเลย รุ่น Longbow มีระบบเรดาห์ที่พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้สามารถสู้รบได้ในสภาพอากาศเลวร้าย นอกจากนั้นยังสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ 128 เป้าหมาย จัดลำดับ 16 เป้าหมายที่มีความอันตรายส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปยังเครื่องบินลำอื่น และเริ่มการโจมตีอย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 30 วินาที
ปัจจุบัน Longbow เป็นระบบอาวุธที่แพงและทันสมัยที่สุดที่ใช้งานในสหรัฐ และ 20 มีนาคม 2003 ปฏิบัติการ Iraq Freedom ได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องเล่าขานของความน่ากลัวของอาปาเช่ก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการร้องขอความช่วยเหลือหรือการคุ้มกัน VIP ไม่มีการโจมตีสักครั้งจากข้าศึก เพราะอาปาเช่ระบุพิกัดได้แม่นและมีอำนาจทำลายสูง แต่มันก็ไม่ได้เป็นฝ่ายโจมตีเพีบงอย่างเดียว ข้าศึกสามารถโต้กลับอย่างรุนแรง เช่นในคืนวันที่ 23 มีนาคม 2003 ผู้วางแผนยุทธการรู้ว่าถ้าจะยึดครองแบกแดดต้องกำจัดหน่วยป้องกันสาธารณรัฐอิรัก จึงวางแผนโจมตีจากการบินระยะต่ำ ขณะที่พวกเขาเข้าใกล้ตัวเมืองแบกแดดที่มีประชากรหนาแน่น อาปาเช่ก็พบกับการยิงต้าน เป็นการยิงที่ไม่มีการเล็ง โดยมากมาจากหลังคาบ้าน พื้นถนนและอาคารบ้านเรือน เป็นการยิงจากอาวุธทุกชนิดที่มี ทั้งปืนเล็กปืนกลและ RPG อาปาเช่แทบทุกลำเสียหายจากการยิง แต่ก็สามารถกลับถึงฐานได้อย่างปลอดภัย ต้องยกให้กับความคงทนของเครื่องบินนี้ อาปาเช่ถูกสร้างขึ้นมากกว่า 1,300 เครื่อง ปัจจุบันมี 10 ประเทศมีอาปาเช่เป็นเครื่องบินโจมตีหลัก กองทัพสหรัฐเห็นว่ามันยอดเยี่ยมและจะมีไว้ใช้งานจนถึงปี 2030 สำหรับนักบินที่บินมันเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่จะอยู่ในใจพวกเขาคลอดกาล
เวลาสองนาฬิกาเช้าตรู่วันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1991 กลุ่มเฮลิคอปเตอร์ AH64A 6 ลำ จากกองบินที่ 101 บินขึ้นจากฐานทัพอากาศอัลคาจ (Al Kharj) ซาอุดิอารเบีย พวกเขาซอกซอนไปตามทะเลทรายด้วยความเร็ว 150 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยไม่ถูกตรวจพบ พวกเขาบินข้ามพรหมแดนด้วยความสูงที่ต่ำมากอาจไม่ถึง 100 ฟุตเหนือพื้นด้วยซ้ำ เป้าหมายของพวกเขาคือที่ตั้งระบบป้องกันทางอากาศที่สำคัญ 2 แห่งทางตะวันตกของอิรักซึ่งมีหอเรดาห์ที่จะตรวจจับเครื่องบินที่จะเข้ามาโจมตี หอเหล่านั้นต้องถูกทำลายเพื่อเปิดช่องในข่ายป้องกันทางอากาศของอิรัก อาปาเช่มีเวลาเพียง 90 นาทีก่อนที่เครื่องบิน 700 ลำจากกองกำลังผสมจะทลวงช่องนี้เพื่อโจมตีเป้าหมายทางยุทธวิธีกว่า 500 แห่งทั่วอิรัก การทำลายฐานเรดาห์ทั้งสองแห่งมีกำหนดเวลาที่แน่นอน แม้เรดาห์อิรักจะค้นหาอย่างต่อเนื่องแต่มันก็ไม่อาจเห็นเฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำได้ เมื่อเข้าใกล้ที่หมาย ผู้ฝูงวิทยุเรียกคำสั่งสั้นๆ งานเลี้ยงใน 10 วิ อีก 10 วินาทีก่อนถึงกำหนด อาปาเช่ทั้ง 6 ก็ยิงจรวดเฮลไฟร์ เป้าหมายหลักของเฮลิคอปเตอร์แต่ละลำก็คือเป้าหมายรองของเครื่องคุ้มกัน พวกเขาไม่ยอมให้มีเรดาห์ไหนหลงเหลืออยู่ กระบวนการโจมตีทั้งหมดใช้เวลาราวๆ 10 นาทีเห็นจะได้ ด้วยเวลาเหลือเพียงไม่กี่วินาที อาคารเรดาห์สุดท้ายก็ถูกทำลาย นักบินผู้ฝูงอาปาเช่ก็วิทยุแจ้งรหัสกองกำลังผสมที่กำลังบินเข้ามา อาปาเช่ประสบความสำเร็จในระบบเตือนภัยล่วงหน้า พวกเขายังเป็นผู้เปิดฉากการยิงในปฏิบัติการพายุทะเลทราย ในไม่กี่นาทีแห่งความเป็นความตายนั้น ทำให้พวกเขาเป็นหน่วยหนึ่งที่สำคัญในการนำการโจมตี
การนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้เป็นอาวุธสงคราม เริ่มนำมาเมื่อ 40 กว่าปีก่อน เฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 และเพิ่งถูกใช้ในสงครามเกาหลีในช่วงต้นศตวรรษ 1950 โดยกองทัพสหรัฐใช้เป็นเครื่องลาดตะเวน มีไม่กี่คนที่เห็นว่ามันเป็นเครื่องจักรสงครามได้ ชื่อเสียงของเฮลิคอปเตอร์ได้มาจากการขนย้ายทหารบาดเจ็บกลับไปยังหน่วยพยาบาลโดยมากภายใต้การยิงของข้าศึก แล้วตำนานก็เริ่มขึ้น ในปี 1962 เฮลิคอปเตอร์จู่โจม Bell XH40 เข้าประจำการในแนวหน้ามันถูกเรียกว่า ฮิวอี้ มันสามารถบรรทุกทหารอาวุธเต็มพิกัดได้ 18 นาย ด้วยความเร็วเกือบ 140 ไมล์ต่อชั่วโมง ฮิวอี้สามารถนนำการสู้รบไปถึงประตูบ้านข้าศึก ด้วยปืนใหญ่ 7.62 กองทัพบกสหรัฐได้สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ยานเคลื่อนที่เร็วเอนกประสงค์ติดอาวุธ สำหรับข้าศึกเฮลิคอปเตอร์เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัว สำหรับทหารฝ่ายเดียวกันมันเป็นเครื่องบินที่จำเป็นเพื่อพาเข้าสู่สงคราม ถึงยุคของเฮลิคอปเตอร์แล้ว เมื่อสงครามยุติเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้เป็นสิ่งที่ยิ่งกว่ารถถังบินได้ เนื่องจากความเร็ว อำนาจการยิง ความคล่องตัว และจากการปฏิบัติการจากระดับยอดไม้
โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ช่วงทศวรรษที่ 1970 ตกอยู่ในความหวาดกลัวในความขัดแย้งของสงครามเย็น กองทัพสหรัฐเสนอให้บริษัทหนึ่งสร้างเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถตอบโต้สหภาพโซเวียตได้ มีสองผู้เข้าชิงคือ BELL YAH-63 และ HUGES YAH-64 ทั้งคู่รวดเร็วและคงทนแต่ใครจะเป็นสุดยอด พวกเขามีเวลา 2 ปี เพื่อสร้างต้นแบบและเผชิญหน้าเพื่อการตัดสิน ใครจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก ระหว่างต้นทศวรรษที่ 1970 อเมริกาเชื่อว่ามีการคุกคามจากสหภาพโซเวียตเพิ่มขึ้น เฮลิคอปเตอร์และรถถังของสหภาพโซเวียตนั้นทรงพลังและเกินกำลังกว่าฮิวอี้ของกองทัพสหรัฐ สหรัฐยกภาระให้กับผู้ผลิตเครื่องบินเพื่อสร้างเฮลิคอปเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก บริษัทเครื่องบินสองแห่งตอบรับและแข่งกันสร้างเฮลิคอปเตอร์ให้เหนือกว่าของคู่แข่ง รางวัลคือสัญญาผลิตเฮลิคอปเตอร์แนวหน้าให้กองทัพสหรัฐ BELL YAH-63 และ HUGES YAH-64 ของ BELL คือ HUEY COBRA ที่ใหญ่และแข็งแรง แต่ของ HUGES เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ออกแบบด้วยแนวคิดใหม่ทั้งหมด ด้วยความยาวทั้งลำ 58 ฟุต และน้ำหนักสูงสุด 21,000 ปอนด์ มันมีความสามารถบินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หุ้มด้วยเกราะไททาเนียม เครื่องยนต์กำลังแรงทังสองจาก General Electric ช่วยให้มันทำความเร็วสูงสุดกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง ลูกเรือนั่งตามกันในห้องหุ้มไททาเนียม พลปืนนักบินผู้ช่วยอยู่ในที่นั่งด้านหน้า นักบินนั่งด้านหลัง ห้องนักบินอัดแน่นด้วยอุปกรณ์ซับซ้อนเพื่อบังคับอาวุธเรดาห์และนำร่อง มิตไซส์ จรวดและปืนใหญ่ 30 มม.
HUGES บินขึ้นได้ก่อนในวันที่ 30 กันยายน ปี 1975 มันขึ้นบินครั้งแรก อีกวันต่อมา BELL ขึ้นบินบ้าง การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น หลายเดือนถัดจากนั้นเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองถูกใช้อย่างเต็มที่เพื่อการประเมินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท้ายที่สุดวันที่ 10 ธันวาคม 1970 ได้ตัดสินให้ผู้ชนะคือ HUGES YAH-64 มันเป็นการแข่งขันที่สูสี แต่ HUGES ได้รับเลือกเพราะความสามารถในการอยู่รอด อำนาจการจู่โจม บินกลับและพาลูกเรือกลับฐานได้ HUGES ได้ผลิตอย่างเต็มกำลังในทันที 26 กันยายน 1982 หลังการบินทดสอบ 4,000 ชั่วโมง เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ (APACHE) ที่ปฏิบัติการได้ลำแรก ถูกเข็นออกจากโรงงานในเมซา อริโซน่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติของกองทัพบกสหรัฐที่จะตั้งชื่อเครื่องบินตามชนพิ้นเมืองอเมริกันมันจึงได้รับฉายาใหม่ AS-64 APACHE ในที่สุดกองทัพบกสหรัฐก็ได้เฮลิคอปเตอร์ตามที่ต้องการได้เป็นอย่างมาก และพร้อมแสดงให้โลกเห็นอำนาจอันน่าเกรงขามของเครื่องบินนี้ อาวุธหลักของเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ก็คือจรวดต่อต้านรถถังเฮลไฟร์ 18 ลูก จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์นี้มีพิสัย 5 ไมล์ มันยังบรรทุกกะเปาะจรวดไฮดรา 70 มม. จำนวน 19 ลูกได้สองกะเปาะ แม้จะไม่นำวิถี แต่จรวดเจาะเกราะแตกระเบิดนี้ถูกใช้กับเป้าหมายที่ซ่อนอยู่หลังพื้นที่หรือสิ่งกำบัง สุดท้ายมันมีปืน 30 มม.ที่น่ากลัวซึ่งสามารถยิงได้กว่า 600 นัดต่อนาที ไม่มีอะไรหนีรอดจากเฮลิคอปเตอร์นี้ได้
แม้กองทัพบกสหรัฐมีเฮลิคอปเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก แต่มันก็บินด้วยนักบินชั้นยอด นักบินโจมตีสายพันธุ์พิเศษ คนที่ถูกมองหาให้มาเป็นนักบินอาปาเช่คือ คนหนุ่มสาวกร้าวแกร่งที่มีทักษะสูง รวมถึงทักษะการเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมการบินที่ซับซ้อน และจัดการระบบต่างๆได้เป็นอย่างดี เราต้องการคนที่มีสัญชาติญาณนักฆ่าเพราะมันเป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตี และงานของพวกเขาก็คือออกไปสังหารข้าศึก สำหรับกลุ่มนักบินที่ได้รับหารคัดเลือก ความประทับใจแรกต่ออาปาเช่อยู่ในใจพวกเขาอยู่เสมอ มันดูน่าเกลียด ดูข่มขวัญ และยังดูน่ากลัวอีกด้วย พวกเขาเรียกมันว่าตักแตนตำข้าว แค่มองส่วนหน้าก็เหมือนกับตัวแทนยมฑูต พวกเขาอยากบินกับมัน นักเรียนที่มีสิทธิพิเศษให้บินกับสุดยอดเฮลิคอปเตอร์จะถูกฝึกให้เป็นนักบินชั้นยอดที่ ฟอร์ท รักเกอร์ (Fort Rucker) รัฐอลาบาม่า มันยากแต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้กองทัพทำอย่างดีที่สุดให้คุณพัฒนาและแกร่งขึ้น เมื่อคุณจบจากโรงเรียนและผ่านการรับรอง คุณจะสามารถออกไปใช้อาวุธเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว คนที่เป็นที่หนึ่งในชั้นเมื่อเรียงตามลำดับ คนที่เป็นที่หนึ่งจะได้เป็นคนเลือกแบบเฮลิคอปเตอร์ที่จะบิน
ระบบอาวุธของเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ทำงานได้จากทั้งนักบินและนักบินผู้ช่วย เป็นระบบค้นหาและระบบเป้าหมาย มันอยู่ที่จมูกเครื่องบินหมุนได้ 120 องศา ป้อนข้อมูลให้เป็นภาพจากกล้องอินฟราเรด หน้าจอความละเอียดสูงและเลเซอร์จับเป้า มันเป็นดวงตาให้กับอาปาเช่ ภาพเหล่านั้นถูกแสดงที่จอของลูกเรือหรือ SDU Helmet Display Unit เป็นจอแสดงภาพติดหมวก เป็นจอขนาด1 นิ้ว อยู่ที่ตาข้างขวาของนักบิน เราเรียกมันว่าสัตว์ประหลาดตาเขียว ถ้าคุณใส่มันกล้ามเนื้อตาจะทำงานหนักมาก พอบินเสร็จคุณจะปวดตาหนึบๆเชียวล่ะ มันเป็นระบบที่จะท้าทายให้เราเอาชนะมัน เป็นเรื่องยากที่จะบินอาปาเช่โดยใช้มัน มันเหมือนกับเอากระจกเขียวมาติดกับแกนกระดาษชำระ แล้วมองผ่านมันพร้อมกับขับรถไปบนทางด่วนด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง และพยายามจะมองว่าคุณจะเห็นอะไรได้บ้างในเวลากลางคืน และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือปืนสามารถทำงานร่วมกับจอภาพติดหมวก มันยิงได้โดยไม่ต้องเล็งหันหัวเครื่องบิน ที่แต่ละข้างของหมวกนักบิน มีเซ็นเซอร์ที่ส่งสัญญาณโดยใช้ลำแสงอินฟราเรด ทุกการเคลื่อนไหวของนักบินถูกจับโดยลำแสงเหล่านั้น และมันก็จะส่งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อสั่งให้ปืนใหญ่หมุน นักบินมองไปทางไหนปืนจะเล็งไปทางนั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่รวมไว้ในอุปกรณ์อันน่าทึ่งนี้คืออุปกรณ์นำร่องอันทันสมัย ระบบต่อต้านอิเล็กทรอนิคส์และเรดาห์ เมื่อนักบินจบหลักสูตรและการฝึกอย่างครบถ้วน พวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักบินที่พิเศษยิ่งของโลก เมื่อนักบินอาปาเช่จบจากโรงเรียนการบิน พวกเขาคือนักบินที่ถูกฝึกมาอย่างเป็นพิเศษ อาปาเช่จำนวนมากเข้าประจำการอย่างรวดเร็ว นักบินต้องพิสูจน์ความแกร่งของตนเอง ในเดือนธันวาคม 1989 อาปาเช่ได้เผชิญกับอันตรายเป็นครั้งแรก ในปลายทศวรรษที่ 1980 อาปาเช่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่อันตรายที่สุดในโลก กองทัพยังมีเครื่องบินแบบนี้ไม่เพียงพอ มันยังไม่เคยถูกใช้ในสนามรบจนกระทั่งในเดือนธันวาคม 1989 ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและสาธารณรัฐปานามาได้มาถึงจุดแตกหักภายใต้การนำของผู้นำเผด็จการ มานูเอล อันโตนิโอ โนเรียกา ความกดดันเพิ่มขึ้นและจบลงด้วยการยิงนาวิกโยธินสหรัฐ ประธานาธิบดี จอร์จ บุช โต้กลับโดยการประกาศสงคราม โดยมีคำแถลงการณ์ว่า "ไม่มีความรับผิดชอบใดของข้าพเจ้ายิ่งใหญ่ไปกว่าชีวิตของประชาชนคนอเมริกัน ข้าพเจ้าขอสั่งการให้กองกำลังสหรัฐปกป้องชีวิตประชาชนอเมริกันในปานามา และนำมาซึ่งความยุติธรรมให้กับประเทศของเรา" ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปกว่า 27,000 นาย และอาปาเช่ได้เข้าร่วมด้วย หน้าที่ของพวกเขาคือบินเข้าไปโดยกำบังด้วยความมืดและให้ยิงสนับสนุนทหารภาคพื้น ระหว่างการต่อสู้อย่างรุนแรงสั้นๆ อาปาเช่ปล่อยจรวดเฮลไฟร์และไฮดราเข้าสู่อาคารติดอาวุธหนักที่ล้อมรอบที่ทำการใหญ่ของโนเรียกา เจ็ดวันต่อมาโนเรียกาถูกจับกุม อาปาเช่โจมตีได้สำเร็จ พวกมันได้รับการพิสูจน์ในสนามรบโดยเฉพาะการปฏิบัติการกลางคืน ความสามารถยิงเฮลไฟร์ไปยังเป้าหมายที่ป้องกันอย่างเข้มแข็ง เป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อผู้บัญชาการเพื่อเป็นแนวทางการเอาเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ไปใช้ในอนาคต
ข้อมูลนั้นถูกนำมาใช้ในปี 1991 เมื่ออาปาเช่ถูกนำมาเรียกใช้อีกครั้งเมื่อ 17 มกราคม ปฏิบัติการพายุทะเลทรายได้เริ่มขึ้น หลังจากประสบความสำเร็จในภารกิจในการถล่มหอเรดาห์ในอิรัก ไม่มีภารกิจใดไม่มีอาปาเช่ จากการสนับสนุนทหารราบในการทำลายรถถัง อาปาเช่รับบทหนักเสมอ โดยไม่เคยสูญเสียจากการต่อสู้ แต่อาปาเช่ก็ต้องถูกชดใช้ในความสำเร็จ มันถูกออกแบบมาเพื่อสงครามในยุโรป ความร้อนและฝุ่นในทะเลทรายทำความปวดหัวให้กับหัวหน้าลูกเรือและช่างซ่อมบำรุง เมื่อต้องบินในทะเลทรายฝุ่นเม็ดทรายจะฟุ้งปลิวขึ้นมาเสียดสีกับใบพัด กระจกหน้า ช่างซ่อมบำรุงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้อาปาเช่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา 27 กุมภาพันธ์ อาปาเช่โจมตีถนนบาสรา ร่วมกับเครื่องบินโจมตี A10 พวกเขาทำลายขบวนรถของอิรัก พวกเขายิงมิสไซส์ จรวด และปืนครั้งแล้วครั้งเล่าใส่ยานยนต์อิรัก ทำให้ทหารราบไม่มีที่หลบซ่อนให้วิ่งหนี เมื่อการโจมตีสิ้นสุดยานยนต์อิรักนับพันถูกทำลาย ทหารมากมายถูกสังหาร บาสราจะเป็นที่จดจำกันว่าเป็นทางด่วนมรณะ อาปาเช่กลายเป็นเครื่องบินที่น่ากลัวที่สุดในสงครามและมันเป็นที่จดจำของผู้คน รถถัง 278 คัน ยานยนต์เบาและยานเกราะ 500 คันถูกทำลาย ฐานปืนใหญ่ 120 แห่ง และฐานจรวดยิงสู่อากาศ 42 แห่งถูกทำลาย มันยังช่วยจับกุมทหารอิรักกว่า 4,700 นาย อาปาเช่กลายเป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีน่าหวาดกลัวที่สุดในโลก และชื่อเสียงของมันยิ่งดังขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยา มันพุ่งออกไปเหมือนเทพแห่งการล้างแค้นต่อผู้ก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน
อาปาเช่เป็นตำนานความสำเร็จแห่งสมครามอ่าว ไม่ว่าผู้นำทหารต้องการอะไรอาปาเช่ตอบสนองได้เสมอ มันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรสังหาร มันยังถูกใช้เพื่อสร้างสันติภาพ ในดินแดนที่เคยเป็นยูโกสลาเวีย อาปาเช่ถูกเรียกให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังนาโต้ เพื่อเรียกสันติภาพระหว่างสงครามความขัดแย้งระหว่างชาวเซิร์บและมุสลิมในบอสเนียและโคโซโว และหลังเหตุการณ์ 11 กันยา ขณะที่โลกตะลึงงัน อาปาเช่ได้ถูกเตรียมพร้อมเพื่อส่งไปยังอัฟกานิสถาน ตุลาคม 2001 อาปาเช่ได้ทำในสิ่งที่มันทำได้ดี สนับสนุนทหารราบในการเคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองคาบูล และมันไม่ใช่การเดินเล่นในสวน ตาลีบันได้ตอบโต้อย่างรุนแรง ในระหว่างปฏิบัติการอนาคอนด้า อาปาเช่ได้เข้าร่วมในการสู้รบรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง มีนาคม 2002 ตาลีบันถูกผลักดันจากที่ราบอัฟกานิสถาน พวกเขาเจาะที่ว่างในเทือกเขาร่วมกับพวกอัลเคดา สิ่งที่ยากคือการค้นหาขณะที่คุณอยู่เหนือภูเขา ความพยายามดึงตาลีบันออกจากถ้ำทำให้เกิดการสู้รบอย่างนองเลือด ทหารราบสหรัฐไม่ต่ำกว่า 23 คนตะโกนใส่วิทยุในคลื่นความถี่ต่างกัน ร้องขอการสนับสนุนจากอาปาเช่ในเวลาเดียวกัน อาปาเช่โจมตีเป้าหมายขณะที่ข้าศึกก็อัดกลับด้วยอาวุธหนักอัตโนมัติหรือปืนกล สำหรับฝ่ายป้องกันของตาลีบันในถ้ำ อาปาเช่เป็นอำนาจอันน่ากลัว แต่สำหรับทหารราบสหรัฐบนพื้นมันคือเทพเจ้าคุ้มครอง เพราะลูกเรือของเฮลิคอปเตอร์แต่ละลำมีความผูกพันธ์กันเป็นพิเศษ ระหว่างภารกิจหนึ่งซึ่งให้การสนับสนุนกองกำลังพิเศษบนพื้นดิน อาปาเช่ลำหนึ่งถูกยิงตกด้วย RPG
ขณะที่กำลังบินเกาะกลุ่มทางขวา เพื่อยิงจรวด 25 มม. แล้วถอนตัวจากตำแหน่ง แล้วก็ไล่ล่าข้าศึกไปตามภูเขา ด้วยเหตุบางอย่างขณะบินผ่านครั้งที่สาม อาปาเช่ลำหนึ่งถูกยิงเข้าที่ห้องนักบินด้วย RPG ทำให้ระบบส่งกำลังเสียหายด้วย เมื่อรู้ว่าถูกยิงเสียหายหนัก อาปาเช่ทั้งสองลำมุ่งหน้ากลับฐาน แต่ก็ไปได้ไม่ไกล ในห้องนักบินของเครื่องหนึ่ง ไฟเตือนสว่างขึ้นระบุว่าไม่มีน้ำมันหล่อลื่นอยู่ในระบบส่งกำลัง ทั้งที่ยังอยู่ในพื้นที่ของอัลเคดา อาปาเช่ทั้งสองลำร่อนลงที่ริมแม่น้ำ ทุกอย่างมันฉุกละหุกมาก เมื่อลงจอดก็เติมน้ำมันหล่อลื่นลงไปเล็กน้อย อาปาเช่ถูกออกแบบให้บินโดยไม่มีน้ำมันหล่อลื่นได้ในเวลาจำกัด และพวกเขาจะพามันกลับฐานก่อนเครื่องยนต์พังได้หรือไม่ ผู้บังคับการอาปาเช่อีกลำตัดสินใจว่าเนื่องจากเขามีประสบการณ์มากกว่า เขาจะเป็นผู้บินเฮลิคอปเตอร์ที่เสียหายกลับฐาน เขาบินไปได้ 26 นาทีโดยไม่มีน้ำมันหล่อลื่นในระบบส่งกำลังและในที่สุดก็พาเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำกลับถึงฐานได้ ไม่ถึง 1 ปีต่อมา อาปาเช่ต้องเผชิญความท้าทายยิ่งขึ้น
หลังภารกิจในอัฟกานิสถาน เป็นที่รู้กันว่าอาปาเช่มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่อาปาเช่มีอายุ 20 กว่าปีแล้ว กองทัพสหรัฐมีความเห็นว่ามันควรได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น และอาปาเช่แบบใหม่ได้ปรากฏตัว AH-64D Longbow Apache ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อคุณดูในห้องนักบินคุณจะเห็นจอทีวีสองจอ ประโยชน์สำคัญของรุ่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ข้อมูลของสถานการณ์ เราสามารถที่จะป้อนเส้นทาง สามารถใส่ตำแหน่งของข้าศึก ใส่พิกัดฝ่ายเรา และเมื่อบินออกไปในตำแหน่งที่มีข้าศึก คุณก็สามารถหลบได้ และอาจมีเวลาเพิ่มขึ้น 2-3 วินาที เพื่อดูว่าตอนนี้บินอยู่ตำแหน่งไหน และฝ่ายข้าศึกอยู่ตำแหน่งใด เป็นการเตรียมพร้อมได้อย่างดีทีเดียว และมันยังมีจรวดเฮลไฟร์ ที่สามารถล็อคเป้ายิงแล้ว ไม่ต้องดูผลของจรวดนั้นเลย รุ่น Longbow มีระบบเรดาห์ที่พัฒนาไปอย่างมาก ทำให้สามารถสู้รบได้ในสภาพอากาศเลวร้าย นอกจากนั้นยังสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ 128 เป้าหมาย จัดลำดับ 16 เป้าหมายที่มีความอันตรายส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปยังเครื่องบินลำอื่น และเริ่มการโจมตีอย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 30 วินาที
ปัจจุบัน Longbow เป็นระบบอาวุธที่แพงและทันสมัยที่สุดที่ใช้งานในสหรัฐ และ 20 มีนาคม 2003 ปฏิบัติการ Iraq Freedom ได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องเล่าขานของความน่ากลัวของอาปาเช่ก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการร้องขอความช่วยเหลือหรือการคุ้มกัน VIP ไม่มีการโจมตีสักครั้งจากข้าศึก เพราะอาปาเช่ระบุพิกัดได้แม่นและมีอำนาจทำลายสูง แต่มันก็ไม่ได้เป็นฝ่ายโจมตีเพีบงอย่างเดียว ข้าศึกสามารถโต้กลับอย่างรุนแรง เช่นในคืนวันที่ 23 มีนาคม 2003 ผู้วางแผนยุทธการรู้ว่าถ้าจะยึดครองแบกแดดต้องกำจัดหน่วยป้องกันสาธารณรัฐอิรัก จึงวางแผนโจมตีจากการบินระยะต่ำ ขณะที่พวกเขาเข้าใกล้ตัวเมืองแบกแดดที่มีประชากรหนาแน่น อาปาเช่ก็พบกับการยิงต้าน เป็นการยิงที่ไม่มีการเล็ง โดยมากมาจากหลังคาบ้าน พื้นถนนและอาคารบ้านเรือน เป็นการยิงจากอาวุธทุกชนิดที่มี ทั้งปืนเล็กปืนกลและ RPG อาปาเช่แทบทุกลำเสียหายจากการยิง แต่ก็สามารถกลับถึงฐานได้อย่างปลอดภัย ต้องยกให้กับความคงทนของเครื่องบินนี้ อาปาเช่ถูกสร้างขึ้นมากกว่า 1,300 เครื่อง ปัจจุบันมี 10 ประเทศมีอาปาเช่เป็นเครื่องบินโจมตีหลัก กองทัพสหรัฐเห็นว่ามันยอดเยี่ยมและจะมีไว้ใช้งานจนถึงปี 2030 สำหรับนักบินที่บินมันเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่จะอยู่ในใจพวกเขาคลอดกาล
สารคดีสงครามเย็น บทบาทของผู้นำโซเวียต นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev)
กรุงมอสโคว์ 5 มีนาคม ค.ศ. 1953 โจเซฟ สตาลิน(Joseph Stalin) เผด็จการแห่งจักรวรรดิโซเวียตนาน 30 ปี เสียชีวิตเมื่ออายุ 73 ปี ไม่นานก่อนเสียชีวิต เขาพยากรณ์ให้เพื่อนผู้ใกล้ชิดที่สุด "ผมสงสารคุณเมื่อผมจากไป พวกจักรวรรดินิยมจะไล่บี้คุณเหมือนแมลงวัน" ลาเวรนติ เบเรีย (Lavrenti Beria) และกอร์กี้ มาเลนคอฟ (Georgy Malenkov) เป็นคู่แย่งชิงอำนาจกัน มาเลนคอฟเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนเบเรียเป็นหัวหน้าตำรวจลับผู้เหี้ยมโหดเป็นผู้กุมอำนาจอันดับสองในจักรวรรดิโซเวียต ผู้นำระดับสูงของพรรคต่างเกลียดชังและหวาดกลัวเขารวมทั้งนิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ในช่วงปีท้ายๆของสตาลิน ครุสชอฟได้ใกล้ชิดกับจอมเผด็จการแต่ไม่มีใครคาดว่าเขาจะได้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ ครุสชอฟรู้สึกว่าเขามีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะรอดหากเบเรียรับช่วงต่อจากสตาลิน เขาจึงเริ่มแผนการสำคัญที่เสี่ยงมาก เขารู้ว่านายพลผู้เป็นตำนานของโซเวียต กอร์กี้ ยูคอฟ (Georgy Zhukov) เป็นศัตรูลับของเบเรีย ครุสชอฟชักชวนยูคอฟและผู้นำในพรรคให้สนับสนุนเขา ความกลัวเบเรียทำให้เกิดการรวมตัวกันขึ้น ครุสชอฟรำลึกถึงการประชุมในเครมลิน เมื่อครุสชอฟให้สัญญาณ นายพลยูคอฟและพวกก็บุกเข้าห้องประชุมล้อมตัวเบเรียไว้ ล็อคแขนเขาไขว้หลังและลากเขาออกไป เขาถูกพิพากษาตัดสินโทษและประหารชีวิต แต่ว่าความจริงแล้วการประหารอย่างเป็นทางการไม่เคยมีขึ้น ระหว่างทางจากศาลมาที่ห้องขัง เบเรียถูกยิงโดยทหารของท่านนายพลยูคอฟที่ทั้งเกลียดและกลัวเขาด้วย
เป็นเวลา 20 ปีที่ นิกิต้า ครุสชอฟต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขาทำในครั้งนี้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินมอบหมายให้เขาดูแลยูเครน ระหว่างสงครามเขาได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลตรี เมื่อสงครามสิ้นสุดสตาลินแต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าคณะกรรมการพรรคประจำมอสโคว์ ครุสชอฟทำหน้าที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี และเขาก็มีด้านที่ผ่อนคลายกับลักษณะนิสัยส่วนตัวด้วย สตาลินเคยเรียกเขาว่าตัวตลก ในช่วงดึกของงานปาร์ตี้ในคฤหาสถ์ของสตาลินนั้น เขาจะกระโดดไปเต้นรำและร้องเพลง เขาเป็นคนชอบเล่นตลกและสร้างอารมณ์ขัน ซึ่งก็ทำได้ดีมาก และตัวตลกของสตาลินก็วางแผนการร้ายเพื่อกลายมาเป็นผู้นำโซเวียตคนใหม่ หลายปีที่ความขัดแย้งในตัวเองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ครุสชอฟพยายามวางแนวทางให้ห่างจากของสตาลิน แต่ยังใช้นโยบายความแข็งแกร่งทางอาวุธเช่นเดียวกัน เขาพัฒนาสภาพการทำงานและปรับปรุงระบบคอมมิวนิสต์โซเวียต และปราบปรามการแสดงออกด้านเสรีภาพอย่างโหดเหี้ยม และดำเนินสันติภาพกับตะวันตก และนำโลกเข้าสู่ขอบเหวของสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก มันกลายเป็นความประหลาดใจของผู้นำต่างชาติ
ปี ค.ศ. 1955 ที่การประชุมสุดยอดมหาอำนาจทั้งสี่ที่เจนีวา มันแน่ชัดว่าครุสชอฟเป็นผู้รับผิดชอบ บนเวทีแห่งโลกนี้ครุสชอฟรู้ว่าเขาต้องการเชื่อข่าวกรองเพื่อเอาชนะศัตรูระหว่างประเทศเช่นเดียวกับที่เขาใช้ข้อมูลภายในในการรวมอำนาจสหภาพโซเวียต เขาใช้ข่าวสารสำคัญจำนวนมากที่รวบรวมได้ ครุสชอฟจะรอสรุปข่าวกรองต่างประเทศทุกเช้าเป็นรายงานในรูปของข้อมูลดิบที่รวบรวมโดยสายลับเคจีบี ครุสชอฟสนใจในจิตวิทยาผู้นำที่เขาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก เขามีสองแนวทางในการศึกษาจิตวิทยาของศัตรู วิธีแรกก็โดยการอ่านข้อมูลภายในของพวกเขาที่เคจีบีรวบรวมมาได้ อีกวิธีก็คือการพบปะพวกเขาโดยตรง สงครามเย็นอยู่ในช่วงขีดสุด เครื่องบินสอดแนวอเมริกันบินเหนือน่านน้ำโซเวียตเป็นว่าเล่น เร็วๆนี้เอกสารที่อยู่บนชั้นความลับเปิดเผยว่าโซเวียตยิงเครื่องบินตกหลายลำ ยังคงไม่แน่ชัดว่ามีเครื่องบินกี่ลำสหรัฐที่สูญหายไปในภารกิจเหนือสหภาพโซเวียต เพื่อยุติการสูญเสียประธานาธิบดีไอเซนฮาวน์ได้แนะนำยุทธวิธีใหม่ที่การประชุมสุดยอดที่เจนีวา เขานำเสนอแผนการเปิดน่านฟ้าที่ยินยอมให้ทั้งสองประเทศบินเหนือน่านน้ำโดยถูกกฎหมาย หนึ่งในที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ของไอเซนฮาวน์ได้แนวคิดเรื่องเปิดน่านฟ้าซึ่งมันได้ผล
ครุสชอฟรู้ดีว่าผู้นำสหรัฐค่อนข้างจะเปิดเผยกับสาธารณชนอเมริกันเรื่องยับยั้งอาวุธ แต่ฝ่ายโซเวียตมีความลับที่ต้องรักษาเอาไว้ ปฏิกิริยาแรกของครุสชอฟก็คือมันเป็นความพยายามที่ครึกโครมในการสอดแนมโซเวียต เขาคัดค้านแผนการนี้และมันก็ถูกปฏิเสธ แม้เขาจะหงุดหงิดใจกับเครื่องบินอเมริกันที่บินเหนือน่านน้ำโซเวียต แต่เขารู้ว่าความเป็นรองทางด้านการทหรเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่ามาก กว่าสิบปีที่โซเวียตสร้างกำลังอาวุธหมาศาลในยุโรป ตะวันตกมองว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าว แต่ความจริงนั้นแตกต่างออกไป โซเวียตรู้ดีว่าไม่อาจต่อต้านกองกำลังทางอากาศหรือนิวเคลียร์ของอเมริกา เจ้าหน้าที่โซเวียตจำนวนมากผลักดันเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล แต่ครุสชอฟมีแผนการมากกว่านั้น เมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่รัสเซียรวมถึง ลาเวรนติ เบเรีย ไปถึงศูนย์การออกแบบขีปนาวุธในเยอรมันนี พวกเขาพบเพียงซากของอาคารขนาดใหญ่ หัวหน้านักออกแบบและนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญได้หลบหนีไปอยู่สหรัฐ เหลือเพียงจรวดที่เกือบจะเสร็จแล้ว 20 กว่าลูก และนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญระดับรอง แต่ก็เพียงพอที่จะลอกแบบจรวดเหล่านี้ R1 จรวดรัสเซียลูกแรกลอกแบบมาจาก FAU2 ของเยอรมันนี ในปีต่อๆมา ผู้นำการออกแบบขีปนาวุธของโซเวียตได้รับงานพัฒนาขีปนาวุธแบบใหม่ของโซเวียต
ปี ค.ศ. 1955 ประสบความสำเร็จในการทดสอบ R5 ขีปนาวุธพิสัยกลางติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ขนาด 3.5 เมกะตัน มันมีอำนาจรุนแรงกว่าระเบิดที่ทิ้งในฮิโรชิม่าถึง 150 เท่า ครุสชอฟต้องการซุกซ่อนความสนใจจากสหรัฐต่อขีปนาวุธพิสัยไกลตัวใหม่นี้ เขาสั่งให้เปลี่ยนเป็นชื่อรหัสปฎิบัติการม้าหมุน ในการสวนสนามวันการบินในมอสโคว์ เครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธวิถีกลุ่มหนึ่งบินรอบเมือง สร้างภาพลวงตาของกองเรือบินขนาดยักษ์ กลอุบายของครุสชอฟได้ผล สหรัฐรีบโต้ตอบด้วยการพัฒนาระบบต่อต้านอากาศยาน และขยายยุทธวิธีเครื่องบินทิ้งระเบิดของตนเอง ผลที่ได้คือสหรัฐอเมริกามีเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไปประจำการ 1,500 ลำ ในต้นทศวรรธ 1960 โซเวียตมีไม่ถึง 40 ลำด้วยซ้ำ การให้ข่าวผิดๆเพื่อข่มขวัญเป็นเครื่องมือของครุสชอฟ ครุสชอฟได้เวลาพัฒนาเรื่องผู้นำเคจีบี ครุสชอฟต้องการเปลี่ยนความสวามิภักดิ์ขององค์กร เขาแต่งตั้งพรรคพวกผู้ซื่อสัตย์ อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปิน (Alexander Shaliapin) หัวหน้าเคจีบีคนใหม่ เขาบอกว่า เราต้องเริ่มด้วยบุคลากรของเคจีบี กำจัดทุกคนที่ผิด คนที่เกี่ยวข้องกับเบเรีย คนที่มือสกปรก ผมต้องทำ และต้องให้มั่นใจว่าต้องไม่มีใครแม้แต่เคจีบีที่จะดักฟังผมได้ ครุสชอฟยังเปลี่ยนแปลงการฑูตของโซเวียตอย่างมากมาย ในช่วง 30 ปีของเผด็จการ สตาลินเดินทางไปต่างประเทศ 2 ครั้ง แต่ครุสชอฟเดินทางไปต่างประเทศถึง 60 ครั้งในช่วงเวลา 10 ปี เขาปรารถนาจะเห็นโลกเพื่อเปรียบเทียบ เพื่อเรียนรู้และเพื่อหาพันธมิตรใหม่ๆ และเผยแพร่วิถีชีวิตของโซเวียต
ปี ค.ศ.1956 ครุสชอฟได้เพิสูจน์อีกครั้งถึงความสำคัญของการข่าวเมื่อคราวเดินทางไปยังต่างประเทศ ในปีนั้นขณะอยู่บนเรือรบโซเวียตเพื่อไปยังอังกฤษ ก่อนถึงที่หมายครุสชอฟได้รับโทรเลขฉบับหนึ่ง สายลับโซเวียตในกองทัพเรืออังกฤษรายงานว่า หน่วยข่าวกรองอังกฤษมีแผนปฏิบัติงานซ่อนอยู่เป็นไปได้ว่าพยายามจะเอาชีวิตของเขาปฏิบัติการโดยนักทำลายใต้น้ำ ตอนนั้นครุสชอฟอยู่บนเรือ เมื่อหน่วยต่อต้านการข่าวและลูกเรือค้นพบว่ามีนักดำน้ำกำลังดำอยู่ใต้ลำเรือ แน่นอนว่ามันเกิดโกลาหลและก็วุ่นวายมาก และได้จัดการกับสายลับนักดำน้ำคนนั้นอย่างประณีต ไม่มีร่องรอยหลงเหลือแม้แต่น้อย สองเดือนต่อมาศพไร้ศรีษระของไลโอเนล แครบ (Lionel Crabb) นักดำน้ำกองทัพเรืออังกฤษถูกพบลอยใกล้กับท่าเรือ ปีเดียวกันนั้นครุสชอฟเริ่มทำตัวออกห่างระบบสตาลินอย่างเปิดเผย ที่การประชุมสภาพรรคคอมมิวนิสต์ในการประชุมศตวรรษที่ 20ในกรุงมอสโคว์ ครุสชอฟสร้างความตกใจให้ผู้นำพรรค โดยตำหนิสตาลินและอาชญากรรมของเขาต่อประชาชน ในการกวาดล้างใน ปี 1930 ประชาชนโซเวียตหลายล้านคนถูกจองจำและถูกประหารเนื่องจากต่อต้านนโยบายของสตาลินเพียงเล็กน้อย คนที่รู้เรื่องการกวาดล้างนี้ถึงกับเป็นลมและร้องไห้ หลังจากครุสชอฟออกมาตำหนิการกระทำของสตาลินในอดีต มันเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของครุสชอฟตกอยู่ในอันตราย ครุสชอฟรู้ว่าตัวเองก็ผิดแต่เราต้องยกย่องเขาเรื่องความกล้าหาญ การกวาดล้างเป็นไปในทุกระดับชั้นของสังคมโซเวียต แม้แต่ในพรรคเอก มันเป็นไปไม่ได้ที่ครุสชอฟจะไม่รู้เรื่องการกวาดล้างนี้ ลายเซ็นต์ของเขาปรากฏอยู่ในหมายจับมากมาย มันเป็นความจำเป็นของเขาที่ต้องนำเรื่องการกวาดล้างมาเผยแผ่ต่อประชาชน เพราะยังมีคนอีกมากที่ยังจงรักภักดีในผู้นำเผด็จการคนเก่า
ครุสชอฟยังคงแนะนำการปฏิรูปภายในครั้งใหญ่ เขาสั่งให้ปิดเรือนจำกูลัก (Gulag) นักโทษหลายคนเป็นอิสระ คนงานได้รับวันหยุดพิเศษเพิ่มในแต่ละสัปดาห์และชั่วโมงทำงานก็สั้นลงด้วย ม่านเหล็กถูกเปิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ การปฏิรูปขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 1961 ภายใต้ความมืดที่ปกคลุม หลังการเสียชีวิตของสตาลิน ร่างของเขาถูกฝังไว้ในสุสานหลวงที่จตุรัสแดง ในกลางดึกคืนหนึ่ง อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปิน (Alexander Shaliapin) ซึ่งต่อมาได้เป็นหัวหน้ากลุ่มเคจีบี ได้เป็นผู้อำนายการย้ายศพของสตาลิน จากสุสานหลวง เพื่อป้องกันการคัดค้านจากสาธารณชน พวกทหารล้อมจตุรัสแดงเอาไว้ ร่างของสตาลินถูกย้ายนำมาฝังในสุสานธรรมดาใกล้กับสุสานหลวง ถูกโบกทับไว้ด้วยคอนกรีตหนา ความพยายามที่จะต่อต้านระบบสตาลินของครุสชอฟได้เปลี่ยนโฉมหน้าของระบอบคอมมิวนิสต์ แต่การปฏิรูปของเขาก็ไม่ได้แปลว่าเสรีภาพ
ฮังการี ปี ค.ศ. 1956 ฤดูใบไม้ผลิ ประชาชนจำนวนมากมองการต่อต้านระบอบสตาลินของครุสชอฟว่าเป็นการขยายเสรีภาพ และกดดันให้ออกกฎหมายปฏิรูปเพิ่มมากขึ้น ไม่นานก็เกิดการจราจลต่อต้านโซเวียต ครุสชอฟที่ต่อต้านสตาลินกลับไม่ลังเลที่จะใช้วิธีการเดียวกับสตาลิน เขาสั่งให้ขุนพลเคลื่อนทัพไปยังกรุงบูดาเปส เมืองหลวงฮังการี เพื่อกวาดล้างพวกต่อต้าน แน่นอนว่าครุสชอฟเป็นคอมมิวนิสต์ขนานแท้ และระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้กำลัง การขู่เข็ญ และการปราบปราม สังคมนานาชาติมองการใช้กำลังในครั้งนี้ว่าเป็นการแสดงอำนาจ แต่ศัตรูของครุสชอฟที่อยู่ในโซเวียตมองว่ามันเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ พวกเขามองว่าการประท้วงเป็นผลโดยตรงจากการปฏิรูปเสรีนิยมของครุสชอฟ
ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1957 มีคนพยายามล้มล้างครุสชอฟ การลงคะแนนมีขึ้นและครุสชอฟพ่ายแพ้ เพื่อพยายามที่จะรักษาตำแหน่งของเขาครุสชอฟเรียกประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต และเพื่อให้มีคะแนนในการประชุมนั้น ครุสชอฟคิดว่าเขามีเสียงเพียงพอ เขามเสียงพอที่จะรักษาตำแหน่งนั้นไว้ได้ แต่เขาต้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพในการนำคณะกรรมการกลางบินมาจากทั่วสหภาพโซเวียต ครุสชอฟผู้ดิ้นรนขอร้องนายพลยูคอฟให้ช่วย ยูคอฟตอบสนองทันทีด้วยการส่งเครื่องบินของกองทัพตามที่ต้องการ ในสองวันยูคอฟก็นำเครื่องบินส่งผู้เข้าร่วมประชุมในมอสโคว์ ครุสชอฟรอดไปได้ ฝ่ายตรงข้ามของเขาที่คาดว่าจะถูกยิงเป้าตามธรรมเนียม ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ก่อการมักจะถูกลงโทษในอดีต พวดเขาก็ต้องประหลาดในที่ครุสชอฟเพียงแค่สั่งให้ถูกออกจากราชการ เป็นอีกครั้งที่ครุสชอฟนักปฏิรูปแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่อิทธิพลของสตาลินก็ยังไม่หมดสิ้นไป หลังจากต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามครุสชอฟกับต้องกังวลกับการเพิ่มอำนาจของสหายของเขา นายพลยูคอฟ ครุสชอฟเชื่อในนายพลยูคอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ชายที่ปลดปล่อยกรุงเบอร์ลินและเป็นผู้ที่มีอำนาจมาก สตาลินยังต้องกลัวเขา ครุสชอฟซาบซึ้งและตระหนักว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณนายพลยูคอฟอยู่นิดหน่อย แต่ในระบบของโซเวียตหรือผู้มีอำนาจ พันธะผูกพันเช่นนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก
ตุลาคม ปี ค.ศ. 1957 ครุสชอฟส่งยูคอฟไปปยูโกสลาเวียอย่างไม่เป็นทางการ ขณะเดียวกันเขาก็เรียกประชุมกองทัพและเลือกรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ เมื่อยูคอฟกลับมาเขาก็ถูกบังคับให้เกษียณ เมื่อมาถึงที่พักเขาโทรหาครุสชอฟแล้วถามว่า นิกิต้าช่วยอธิบายหน่อย มันเกิดอะไรขึ้น มีรายงานว่าเขาได้ยินคำตอบเสียงดังและหยาบคาย ก่อนหน้านั้นในปีเดียวกันนักออกแบบขีปนาวุธ เซอร์กี้ โคโรลีออฟ (Sergei Korolev) เริ่มทดสอบจรวด R7 ขีปนาวุธข้ามทวีปทางยุทธวิธีลูกแรกของโลก R7 ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักได้หลายตัน และไปได้ไกลกว่า 6,000 ไมล์ การทดสอบในครั้งแรกๆ ล้มเหลว แต่ในที่สุดในเดือนสิงหาคมก็พุ่งทะยานขึ้นเพื่อไปสู่เป้าหมาย ความสำเร็จครั้งนี้โคโรลีออฟได้ให้คำแนะนำอย่างไม่คาดฝัน ควรใช้ขีปนาวุธเพื่อสันติ และนำไปสู่การปล่อยสปุตนิก (Sputnik) ดาวเทียมดวงแรกของโลก ครุสชอฟอนุมัติ แต่ก็พิจารณาว่าโครงการนี้ไม่สำคัญ ต่อมาวันที่ 4 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1957 สปุตนิกก็ขึ้นสู่วงโคจร ในตอนนั้นครุสชอฟไม่สนใจเลย สื่อมวลชนโซเวียตก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร แต่สื่อมวลชนต่างชาติกลับสนใจมาก ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและมันได้กลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อชิ้นใหม่ ทันใดนั้นครุสชอฟก็มองว่าโครงการอวกาศเป็นสิ่งที่จะทำให้สหรัฐชายหน้าได้ เมื่อประสบความสำเร็จครั้งหนึ่ง ครั้งต่อมาก็มีขึ้น ครุสชอฟใช้โครงการอวกาศโฆษณาชาวนเชื่อระบบคอมมิวนิสต์สู่ชาวโลก
วันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 โซเวียตวางแผนสานต่อเพื่อครองตำแหน่งผู้นำด้านอวกาศ โดยส่งมนุษย์คนแรกเข้าสู่อวกาศ นักบินอวกาศในภารกิจนี้ก็คือ ยูริ กาการิน (Yuri Alekseyevich Gagarin) ครุสชอฟและสมาชิกโครงการอวกาศโซเวียตรู้ดีว่า ปฏบัติการครั้งนี้อาจเป็นทั้งชัยชนะที่เหลือเชื่อหรือความล้มเหลวที่สยองขวัญ ไม่นานก่อนเที่ยวบินของยูริ กาการิน เครื่องบินอวกาศไร้คนขับที่ออกแบบโดยเซอร์กี้ โคโรลีออฟ เกิดระเบิดก่อนทะยานขึ้น เจ้าหน้าที่ภาคพื้นมากกว่า 200 คนต้องเสียชีวิต ไม่มีข่าวของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ในเวลานั้นเลย ในการส่งกาการินไปอวกาศ เหนืออื่นใดเรากลัวว่าเขาจะไม่สามารถกลับมายังโลกได้ ถ้าเขาตายในขณะที่ทั้งโลกกำลังจับตาดู มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดข่าว ครุสชอฟใช้การกลับมาอย่างปลอดภัยของกาการินโปรโมทระบอบคอมมิวนิสต์และขยายฐานอำนาจของตนเอง เขารู้ว่าพวกอนุรักษ์นิยมในเครมลิน จะต่อต้านการปฏิรูปของเขา แผนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับตะวันตก แต่โชคชะตาก็ไม่ทำให้น้ำแข็งในสงครามเย็นละลายลง
ปี ค.ศ. 1956 ประธานาธิบดีอเมริกา ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) ได้เชื้อเชิญ นิกิต้า ครุสชอฟมายังสหรัฐ ครุสชอฟตกลงทำให้ชาวโซเวียตประหลาดใจ ทั้งสองคนต้องการขจัดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน มันเป็นครั้งแรกที่โซเวียตเดินทางมายังอเมริกา การเยี่ยมเยือนยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโซเวียตกับอเมริกา อเมริกาสร้างความประทับใจให้แก่ครุสชอฟ และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทั้งสองยังมีแผนที่จะร่วมประชุมที่ฝรั่งเศสและอังกฤษเพื่อพบผู้นำของทั้งสองประเทศอีกด้วย และไอเซนฮาวร์ก็ได้มาเยี่ยมที่มอสโคว์ ประชาชนโซเวียตยินดีกับโอกาสที่ดีทางความสัมพันธ์กับอเมริกา เมื่อไอเซนฮาวร์กลับไปแล้ว ครุสชอฟมุ่งตรงไปที่การชุมนุมสนับสนุนและกล่าวสันทรพจน์ว่า ความสัมพันธ์โซเวียตและอเมริกาจงยั่งยืน แต่แนวทางใหม่ของเขาทำให้เกิดการต่อต้านอย่างแข็งขันทั้งภายในและภายนอกประเทศ พวกหัวแข็งแห่งเครมลินพยายามชักจูงเขาว่า อเมริกาไม่อาจจะไว้ใจได้ ครุสชอฟคิดไกลไปถึงการพบกันครั้งที่ 2 กับไอเซนฮาวร์ในปารีส และโดยเฉพาะการเชิญไอเซนฮาวร์มาที่สหภาพโซเวียตอีก ตัวแปรที่ทำให้ต้องคิดดำเนินความสัมพันธ์กับอเมริกา ตัวแปรที่หนึ่งไอเซนฮาวร์อาจไม่ได้ให้ถึงสิ่งที่เขาต้องการได้ ตัวแปรที่สองคือความสัมพันธ์กับจีนที่เลวร้ายลง หลังจากครุสชอฟเดินทางไปสหรัฐ เขาเดินทางไปยังปักกิ่งทันที และมีการพูดคุยกันแบบไม่ราบรื่นกับจีน ที่จริงจีนโจมตีที่ครุสชอฟไปเข้าข้างสหรัฐจนเกินไป เป็นการทรยศต่อหลักการชนชั้นแห่งนโยบายต่างประเทศ เหมาเจ๋อตุงบอกผู้นำโซเวียตอย่างเคร่งเครียดว่า สิ่งที่ควรปฏิบัติต่อสหรัฐก็คืออย่าเอาเป็นเพื่อนและควรเตรียมการเพื่อทำสงคราม ครุสชอฟโกรธมาก เขาสบถใส่เหมาผลุนผลันออกมาและยกเลิกการเดินทางที่เหลือ และแล้ว 3 สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดที่ปารีส มีการลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายของครุสชอฟ ครุสชอฟตัดสินใจยากอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วโชคชะตาก็เข้าแทรกแซง
วันที่ 1 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1960 ระบบต่อต้านอากาศยานโซเวียตยิงเครื่องบินสอดแนมอเมริกัน U2 ตก เศษชิ้นส่วนของเครื่องบินถูกพบรวมทั้งนักบินถูกจับ ฟรานซิส แกรี่ เพาเวอร์ส ถูกนำตัวไปมอสโคว์ เป็นเวลา 40 ปีที่มีการต่อว่าเหตุการณ์ U2 นี้ว่า ทำให้การละลายของสงครามเย็นจบสิ้นลง ความจริงแล้วเหตุการณ์ U2 ไม่ได้เป็นสาเหตุแต่เป็นข้ออ้างคำแก้ตัวของครุสชอฟที่จะละทิ้งนโยบายที่ไม่ได้รับความนิยมต่างหาก การประชุมสุดยอดปารีสถูกยกเลิกไปพร้อมกับการไปเยี่ยมเยียนมอสโคว์ของไอเซ่นฮาวร์ น้ำเสียงของครุสชอฟที่มีต่ออเมริกาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง "และหลังจากนี้ ความปรารถนาดีทั้งปวง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอย่างไร ไอเซนฮาวร์อยากมาเยี่ยมเรา ไม่มีใครทานข้าวในที่ๆตนทำผิดเอาไว้ มันเป็นเรื่องที่เรารู้กัน ประธานาธิบดีทำผิดต่อสหภาพโซเวียต แล้วตอนนี้ท่านประธานาธิบดียังอยากจะทานข้าวกับเราอีกเหรอ" ครุสชอฟยังคงมีพฤติกรรมเผชิญหน้ากับตะวันตกโดยการทุบโต๊ะในที่ประชุมสหประชาชาติอย่างดุเดือด วันเดียวกันนั้นครุสชอฟและผู้นำคิวบาคนใหม่ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Alejandro Castro Ruz) ได้พบกันเป็นครั้งแรก ผู้นำโซเวียตกังวลว่าเขาจะต้องรักษาบัลลังค์ในฝ่ายอเมริกา
ปีต่อมา มิถุนายน ปี ค.ศ. 1960 ครุสชอฟได้พบกับประธานาธิบดีอเมริกาคนใหม่ จอห์น เอฟ เคเนดี้ ในกรุงเวียนนา และเพียงสองเดือนหลังจากที่อเมริกันล้มเหลวในการบุกคิวบาที่พิกส์เบย์ (The Bay of Pigs) เขาตัดสินใจว่าเคเนดี้นั้นอ่อนแอตอนที่เขาไปเวียนนาและเคเนดี้ดูเหมือนจะอยากเป็นเพื่อนกับครุสชอฟ เขาคิดว่าสามารถข่มขวัญเคเนดี้ได้ตลอดไป นี่คือสิ่งที่เขาเชื่อในเวลานั้น เมื่อรวมความรู้สึกของครุสชอฟต่อเคเนดี้และเหตุการณ์ที่พิกส์เบย์ โซเวียตกับสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมากกว่าเดิม และช่วยดึงไม่ให้โลกเกิดสงครามนิวเคลียร์
ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 1957 ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเมื่อนาโต้ตัดสินใจติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐในอังกฤษ อิตาลี และตุรกี มันเป็นภัยทางยุทธวิธีต่อโซเวียตที่มากกว่าหนึ่ง ขีปนาวุธใหม่ในยุโรปเหล่านี้ มันสามารถมาถึงเป้าหมายในดินแดนโซเวียตในเวลาแค่ 8-10 นาที ค.ศ. 1993 เอกสารที่อยู่ในชั้นความลับเปิดเผยถึงแผนเบื้องต้นในการตอบโต้ของโซเวียต โครงการลับถูกเสนอให้ครุสชอฟในปี 1959 แท่นลอยน้ำจำนวน 30 แท่นที่สามารถปล่อบขีปนาวุธนิวเคลียร์จะถูกสร้างในน่านน้ำสากลรอบนอกดินแดนสหรัฐ ขีปนาวุธจะเข้าถึงดินแดนสหรัฐใน 3 นาที ทำให้โซเวียตได้เปรียบจากการโจมตีก่อน ตั้งแต่เหตุการณ์ U2 ในปี พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1960 ครุสชอฟแสดงความตั้งในที่จะข่มขวัญและคุกคามสหรัฐ แต่เขารู้ว่าโครงการสร้างแท่นปล่อยขีปนาวุธนี้มันก้าวร้าวเกินไป ในที่สุดเขาก็ระงับโครงการ เขาหันความสนใจไปยังชาติที่เป็นเกาะกับประเทศที่เป็นมิตรคนใหม่แทน ครุสชอฟตั้งแผนการฐานทัพขนาดใหญ่บนคิวบา อาวุธสำคัญนี้ประกอบไปด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและพิสัยไกล และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธเหล่านี้สามารถทำการโจมตีด้วยปรมาณูบนที่ใดในสหรัฐก็ได้ การติดตั้งทั้งหมดถูกเก็บไว้เป็นความลับ
ตั้งแต่แรกเริ่ม ฟิเดลกล่าวไว้ว่ามีสนธิสัญญาระหว่างคิวบากับสหภาพโซเวียต ซึ่งโซเวียตส่งทหารเข้ามายังคิวบาได้ แต่ครุสชอฟไม่เห็นด้วย เขากล่าวว่าพวกอเมริกันจะหาทางป้องกันเราจากการกระทำนี้ อย่างไรกตามความลับสุดยอดนี้เองที่ทำให้อเมริกาหลง ตามแผนการของโซเวียตการเตรียมการทั้งหมดจะลุล่วงก่อน 25 ตุลาคม ปี 1962 เมื่อถึงเวลานั้นผู้คุมโครงการจะส่งรหัสไปถึงรัฐมนตรีกลาโหมของโซเวียต โรดิออน มาลินอฟสกี้ (Rodion Malinovsky) มาลินอฟสกี้กล่าวว่าเมื่อทุกอย่างพร้อมและขีปนาวุธถูกติดตั้งแล้วให้ส่งโทรเลขมาบอกผมตามข้อความนี้ "การเก็บเกี่ยวอ้อยเป็นไปได้ด้วยดี" เรือโซเวียตเริ่มขนถ่ายสินค้าลับในเดือนกรกฎาคม ปี1962 คนงานขนถ่ายของขึ้นบนเรือตามท่าเรือต่างๆในโซเวียต 5 แห่งและมุ่งหน้าไปยังคิวบา เครื่องมือการเกษตรถูกส่งรวมเข้าไปด้วยเพื่อลวงเครื่องบินสอดแนมข้าศึก รวมทหารและเจ้าหน้าที่เทคนิค 42,000 นายที่ต้องเดินทางไกล เรือทุกลำมาถึงคิวบาอย่างไร้อุปสรรค เมื่อถึงบนเกาะการเคลื่อนไหวทางทหาร การก่อสร้างถ่านหินและเครื่องมือ กระทำในตอนกลางคืน และมีการพรางตาในตอนกลางวัน
14 ตุลาคม 1962 U2 เครื่องบินสอดแนมอเมริกันได้ถ่ายภาพไว้ได้กว่า 30 ภาพ บนพื้นที่ในเมืองซาน คริสโตบัล (San Crist?bal) ของคิวบา ภาพแสดงให้เห็นสถานีเติมเชื้อเพลิงของขีปนาวุธข้ามทวีป กล่องขีปนาวุธที่ถูกวางทิ้งไว้ในที่โล่ง 16 ตุลาคม 1962 เคเนดี้ได้รับรายงานที่น่าตกใจ การเผชิญหน้าด้านนิวเคลียร์ก็เริ่มต้นขึ้น หน่วยข่าวกรองโซเวียตไม่อาจแน่ใจได้ว่าอเมริการู้เรื่องนี้หรือไม่ และในวันที่ 22 ตุลาคม 1962 มันก็แน่ชัดเมื่อปนะธานาธิบดีเคเนดี้เปิดเผยมันให้โลกได้รับรู้ โดยมีข้อความว่า "ผมติดต่อท่านประธานครุสชอฟให้หยุดและขจัดการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพของโลก" เขายังได้ประกาศอีกว่ากองเรือได้ปิดล้อมคิวบาหมดแล้ว หลังจากเหตุการณ์นี้ครุสชอฟเรียกประชุมพิเศษขึ้น เขากล่าวว่าถ้าสหรัฐโจมตีคิวบาเราจะโต้ตอบ เขาพิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์ ถ้าสหรัฐเข้าบุกคิวบาเพื่อที่จะตอบโต้ที่ตรวจพบขีปนาวุธนิวเคลียร์ เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 23-27 ตุลาคม 1962 ครุสชอฟและเคเนดี้ตอบโต้ข้อความกันอย่างดุเดือด ในตอนแรกครุสชอฟปฏิเสธว่าไม่มีทหารโซเวียตในคิวบาเพื่อพยายามจะซื้อเวลา เมื่อเขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เขาก็หันไปใช้วิธีทางการฑูตแบบคุกคามที่เขาถนัด เขาเขียนถึงเคเนดี้ว่า เราจะใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อการปกป้องสิทธิของเรา เรามีเจตนาอย่างนั้นจริงๆ การเตรียมพร้อมรบเริ่มขึ้นไปทั่วสหภาพโซเวียต
โครงการปล่อยยานสำรวจดาวอังคารอัตโนมัติของโซเวียตถูกระงับ และได้รับคำสั่งให้เตรียมยิงขีปนาวุธ แต่เนื่องจากครุสชอฟไม่มีหลักฐานที่มากพอว่าสหรัฐบุกคิวบา 26 ตุลาคม 1962 อเมริกาเสร็จสิ้นการเตรียมบุกคิวบา เพนตากอนรอเพียงคำสั่งจากเคเนดี้ เพื่อเปิดการโจมตีทางอากาศและยกพลขึ้นบกมาทางเรือ วันนั้นครุสชอฟได้รับข้อความจากฟิเดล คาสโตร ว่าการโจมตีคิวบาจะเริ่มใน 12-72 ชั่วโมงข้างหน้านี้ 2-3 ชั่วโมงต่อมาครุสชอฟได้รับรายงานว่าระบบต่อต้านอากาศยานของโซเวียตยิงเครื่อง U2 ของอเมริกาตก ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนออกคำสั่งให้ยิง เหตุการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ และการบุกคิวบาของอเมริกานั้นดูเหมือนว่าจะจวนแจเข้ามาทุกขณะ ครุสชอฟตระหนักว่าเขาต้องล่าถอย แม้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการผลิตขีปนาวุธแทนเครื่องบินทิ้งระเบิด แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับสหรัฐที่มีขีปนาวุธพิสัยไกล 300 ลูก ในขณะที่โซเวียตมีเพียง 20 ลูก ครุสชอฟแจ้งเคเนดี้ถึงความพร้อมในการเริ่มขนย้ายขีปนาวุธจากคิวบา เพื่อแลกกับสัญญาของเคเนดี้ที่จะไม่บุกคิวบา และคำมั่นว่าอเมริกาจะย้ายขีปนาวุธจากตุรกี ครุสชอฟสั่งไม่ให้เข้ารหัสข้อความนั้นและให้กระจายเสียงมาทันทีเป็นข้อความเปิดของวิทยุมอสโคว์ เคเนดี้ตอบรับข้อเสนอนี้
หลังจากนั้นครุสชอฟถูกต่อว่ามากมายที่ถอนกำลังอาวุธจากคิวบา ความอ่อนแอของคอมมิวนิสต์ต่างชาติ และข้อกล่าวหาอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อสหภาพโซเวียต เขาถูกลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ถูกลงจากตำแหน่ง อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปินเป็นผู้จดบันทึกการประชุมรวมทั้งการโต้ตอบแบบขวานผ่าซากของครุสชอฟ เขากล่าวว่า "วันนี้พวกคุณสาดโคลนใส่ผม เอาล่ะผมยอมรับได้ ตอนนี้เมื่อผมก้าวลงจากเวที ผมจะบอกคุณทุกคนว่าผมจะไม่ต่อต้านและสาดโคลนใส่คุณ ครุสชอฟนึกถึงความจริงที่ว่าเขาถูกเนรเทศแทนที่เขาจะถูกประหารนั้นเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่น่าภูมิใจ มันเป็นสัญญาณว่าอย่างน้อยการปฏิรูปของเขาก็ได้รับการยอมรับ ชายผู้มากด้วยสีสัน เขาเคยยืนเผชิญหน้าอยู่ในสงครามเย็น ครุสชอฟมีชีวิตอย่างสงบอย่างน่าประหลาดใจ จนเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1971 การริเริ่มที่สำคัญของเขาทั้งสันติภาพและสงคราม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำโซเวียตผู้ทรงอิทธิพลที่สุด และเข้าใจยากมากที่สุดด้วย
เป็นเวลา 20 ปีที่ นิกิต้า ครุสชอฟต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขาทำในครั้งนี้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินมอบหมายให้เขาดูแลยูเครน ระหว่างสงครามเขาได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลตรี เมื่อสงครามสิ้นสุดสตาลินแต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าคณะกรรมการพรรคประจำมอสโคว์ ครุสชอฟทำหน้าที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี และเขาก็มีด้านที่ผ่อนคลายกับลักษณะนิสัยส่วนตัวด้วย สตาลินเคยเรียกเขาว่าตัวตลก ในช่วงดึกของงานปาร์ตี้ในคฤหาสถ์ของสตาลินนั้น เขาจะกระโดดไปเต้นรำและร้องเพลง เขาเป็นคนชอบเล่นตลกและสร้างอารมณ์ขัน ซึ่งก็ทำได้ดีมาก และตัวตลกของสตาลินก็วางแผนการร้ายเพื่อกลายมาเป็นผู้นำโซเวียตคนใหม่ หลายปีที่ความขัดแย้งในตัวเองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ครุสชอฟพยายามวางแนวทางให้ห่างจากของสตาลิน แต่ยังใช้นโยบายความแข็งแกร่งทางอาวุธเช่นเดียวกัน เขาพัฒนาสภาพการทำงานและปรับปรุงระบบคอมมิวนิสต์โซเวียต และปราบปรามการแสดงออกด้านเสรีภาพอย่างโหดเหี้ยม และดำเนินสันติภาพกับตะวันตก และนำโลกเข้าสู่ขอบเหวของสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก มันกลายเป็นความประหลาดใจของผู้นำต่างชาติ
ปี ค.ศ. 1955 ที่การประชุมสุดยอดมหาอำนาจทั้งสี่ที่เจนีวา มันแน่ชัดว่าครุสชอฟเป็นผู้รับผิดชอบ บนเวทีแห่งโลกนี้ครุสชอฟรู้ว่าเขาต้องการเชื่อข่าวกรองเพื่อเอาชนะศัตรูระหว่างประเทศเช่นเดียวกับที่เขาใช้ข้อมูลภายในในการรวมอำนาจสหภาพโซเวียต เขาใช้ข่าวสารสำคัญจำนวนมากที่รวบรวมได้ ครุสชอฟจะรอสรุปข่าวกรองต่างประเทศทุกเช้าเป็นรายงานในรูปของข้อมูลดิบที่รวบรวมโดยสายลับเคจีบี ครุสชอฟสนใจในจิตวิทยาผู้นำที่เขาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก เขามีสองแนวทางในการศึกษาจิตวิทยาของศัตรู วิธีแรกก็โดยการอ่านข้อมูลภายในของพวกเขาที่เคจีบีรวบรวมมาได้ อีกวิธีก็คือการพบปะพวกเขาโดยตรง สงครามเย็นอยู่ในช่วงขีดสุด เครื่องบินสอดแนวอเมริกันบินเหนือน่านน้ำโซเวียตเป็นว่าเล่น เร็วๆนี้เอกสารที่อยู่บนชั้นความลับเปิดเผยว่าโซเวียตยิงเครื่องบินตกหลายลำ ยังคงไม่แน่ชัดว่ามีเครื่องบินกี่ลำสหรัฐที่สูญหายไปในภารกิจเหนือสหภาพโซเวียต เพื่อยุติการสูญเสียประธานาธิบดีไอเซนฮาวน์ได้แนะนำยุทธวิธีใหม่ที่การประชุมสุดยอดที่เจนีวา เขานำเสนอแผนการเปิดน่านฟ้าที่ยินยอมให้ทั้งสองประเทศบินเหนือน่านน้ำโดยถูกกฎหมาย หนึ่งในที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ของไอเซนฮาวน์ได้แนวคิดเรื่องเปิดน่านฟ้าซึ่งมันได้ผล
ครุสชอฟรู้ดีว่าผู้นำสหรัฐค่อนข้างจะเปิดเผยกับสาธารณชนอเมริกันเรื่องยับยั้งอาวุธ แต่ฝ่ายโซเวียตมีความลับที่ต้องรักษาเอาไว้ ปฏิกิริยาแรกของครุสชอฟก็คือมันเป็นความพยายามที่ครึกโครมในการสอดแนมโซเวียต เขาคัดค้านแผนการนี้และมันก็ถูกปฏิเสธ แม้เขาจะหงุดหงิดใจกับเครื่องบินอเมริกันที่บินเหนือน่านน้ำโซเวียต แต่เขารู้ว่าความเป็นรองทางด้านการทหรเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่ามาก กว่าสิบปีที่โซเวียตสร้างกำลังอาวุธหมาศาลในยุโรป ตะวันตกมองว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าว แต่ความจริงนั้นแตกต่างออกไป โซเวียตรู้ดีว่าไม่อาจต่อต้านกองกำลังทางอากาศหรือนิวเคลียร์ของอเมริกา เจ้าหน้าที่โซเวียตจำนวนมากผลักดันเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล แต่ครุสชอฟมีแผนการมากกว่านั้น เมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่รัสเซียรวมถึง ลาเวรนติ เบเรีย ไปถึงศูนย์การออกแบบขีปนาวุธในเยอรมันนี พวกเขาพบเพียงซากของอาคารขนาดใหญ่ หัวหน้านักออกแบบและนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญได้หลบหนีไปอยู่สหรัฐ เหลือเพียงจรวดที่เกือบจะเสร็จแล้ว 20 กว่าลูก และนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญระดับรอง แต่ก็เพียงพอที่จะลอกแบบจรวดเหล่านี้ R1 จรวดรัสเซียลูกแรกลอกแบบมาจาก FAU2 ของเยอรมันนี ในปีต่อๆมา ผู้นำการออกแบบขีปนาวุธของโซเวียตได้รับงานพัฒนาขีปนาวุธแบบใหม่ของโซเวียต
ปี ค.ศ. 1955 ประสบความสำเร็จในการทดสอบ R5 ขีปนาวุธพิสัยกลางติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ขนาด 3.5 เมกะตัน มันมีอำนาจรุนแรงกว่าระเบิดที่ทิ้งในฮิโรชิม่าถึง 150 เท่า ครุสชอฟต้องการซุกซ่อนความสนใจจากสหรัฐต่อขีปนาวุธพิสัยไกลตัวใหม่นี้ เขาสั่งให้เปลี่ยนเป็นชื่อรหัสปฎิบัติการม้าหมุน ในการสวนสนามวันการบินในมอสโคว์ เครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธวิถีกลุ่มหนึ่งบินรอบเมือง สร้างภาพลวงตาของกองเรือบินขนาดยักษ์ กลอุบายของครุสชอฟได้ผล สหรัฐรีบโต้ตอบด้วยการพัฒนาระบบต่อต้านอากาศยาน และขยายยุทธวิธีเครื่องบินทิ้งระเบิดของตนเอง ผลที่ได้คือสหรัฐอเมริกามีเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไปประจำการ 1,500 ลำ ในต้นทศวรรธ 1960 โซเวียตมีไม่ถึง 40 ลำด้วยซ้ำ การให้ข่าวผิดๆเพื่อข่มขวัญเป็นเครื่องมือของครุสชอฟ ครุสชอฟได้เวลาพัฒนาเรื่องผู้นำเคจีบี ครุสชอฟต้องการเปลี่ยนความสวามิภักดิ์ขององค์กร เขาแต่งตั้งพรรคพวกผู้ซื่อสัตย์ อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปิน (Alexander Shaliapin) หัวหน้าเคจีบีคนใหม่ เขาบอกว่า เราต้องเริ่มด้วยบุคลากรของเคจีบี กำจัดทุกคนที่ผิด คนที่เกี่ยวข้องกับเบเรีย คนที่มือสกปรก ผมต้องทำ และต้องให้มั่นใจว่าต้องไม่มีใครแม้แต่เคจีบีที่จะดักฟังผมได้ ครุสชอฟยังเปลี่ยนแปลงการฑูตของโซเวียตอย่างมากมาย ในช่วง 30 ปีของเผด็จการ สตาลินเดินทางไปต่างประเทศ 2 ครั้ง แต่ครุสชอฟเดินทางไปต่างประเทศถึง 60 ครั้งในช่วงเวลา 10 ปี เขาปรารถนาจะเห็นโลกเพื่อเปรียบเทียบ เพื่อเรียนรู้และเพื่อหาพันธมิตรใหม่ๆ และเผยแพร่วิถีชีวิตของโซเวียต
ปี ค.ศ.1956 ครุสชอฟได้เพิสูจน์อีกครั้งถึงความสำคัญของการข่าวเมื่อคราวเดินทางไปยังต่างประเทศ ในปีนั้นขณะอยู่บนเรือรบโซเวียตเพื่อไปยังอังกฤษ ก่อนถึงที่หมายครุสชอฟได้รับโทรเลขฉบับหนึ่ง สายลับโซเวียตในกองทัพเรืออังกฤษรายงานว่า หน่วยข่าวกรองอังกฤษมีแผนปฏิบัติงานซ่อนอยู่เป็นไปได้ว่าพยายามจะเอาชีวิตของเขาปฏิบัติการโดยนักทำลายใต้น้ำ ตอนนั้นครุสชอฟอยู่บนเรือ เมื่อหน่วยต่อต้านการข่าวและลูกเรือค้นพบว่ามีนักดำน้ำกำลังดำอยู่ใต้ลำเรือ แน่นอนว่ามันเกิดโกลาหลและก็วุ่นวายมาก และได้จัดการกับสายลับนักดำน้ำคนนั้นอย่างประณีต ไม่มีร่องรอยหลงเหลือแม้แต่น้อย สองเดือนต่อมาศพไร้ศรีษระของไลโอเนล แครบ (Lionel Crabb) นักดำน้ำกองทัพเรืออังกฤษถูกพบลอยใกล้กับท่าเรือ ปีเดียวกันนั้นครุสชอฟเริ่มทำตัวออกห่างระบบสตาลินอย่างเปิดเผย ที่การประชุมสภาพรรคคอมมิวนิสต์ในการประชุมศตวรรษที่ 20ในกรุงมอสโคว์ ครุสชอฟสร้างความตกใจให้ผู้นำพรรค โดยตำหนิสตาลินและอาชญากรรมของเขาต่อประชาชน ในการกวาดล้างใน ปี 1930 ประชาชนโซเวียตหลายล้านคนถูกจองจำและถูกประหารเนื่องจากต่อต้านนโยบายของสตาลินเพียงเล็กน้อย คนที่รู้เรื่องการกวาดล้างนี้ถึงกับเป็นลมและร้องไห้ หลังจากครุสชอฟออกมาตำหนิการกระทำของสตาลินในอดีต มันเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของครุสชอฟตกอยู่ในอันตราย ครุสชอฟรู้ว่าตัวเองก็ผิดแต่เราต้องยกย่องเขาเรื่องความกล้าหาญ การกวาดล้างเป็นไปในทุกระดับชั้นของสังคมโซเวียต แม้แต่ในพรรคเอก มันเป็นไปไม่ได้ที่ครุสชอฟจะไม่รู้เรื่องการกวาดล้างนี้ ลายเซ็นต์ของเขาปรากฏอยู่ในหมายจับมากมาย มันเป็นความจำเป็นของเขาที่ต้องนำเรื่องการกวาดล้างมาเผยแผ่ต่อประชาชน เพราะยังมีคนอีกมากที่ยังจงรักภักดีในผู้นำเผด็จการคนเก่า
ครุสชอฟยังคงแนะนำการปฏิรูปภายในครั้งใหญ่ เขาสั่งให้ปิดเรือนจำกูลัก (Gulag) นักโทษหลายคนเป็นอิสระ คนงานได้รับวันหยุดพิเศษเพิ่มในแต่ละสัปดาห์และชั่วโมงทำงานก็สั้นลงด้วย ม่านเหล็กถูกเปิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ การปฏิรูปขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 1961 ภายใต้ความมืดที่ปกคลุม หลังการเสียชีวิตของสตาลิน ร่างของเขาถูกฝังไว้ในสุสานหลวงที่จตุรัสแดง ในกลางดึกคืนหนึ่ง อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปิน (Alexander Shaliapin) ซึ่งต่อมาได้เป็นหัวหน้ากลุ่มเคจีบี ได้เป็นผู้อำนายการย้ายศพของสตาลิน จากสุสานหลวง เพื่อป้องกันการคัดค้านจากสาธารณชน พวกทหารล้อมจตุรัสแดงเอาไว้ ร่างของสตาลินถูกย้ายนำมาฝังในสุสานธรรมดาใกล้กับสุสานหลวง ถูกโบกทับไว้ด้วยคอนกรีตหนา ความพยายามที่จะต่อต้านระบบสตาลินของครุสชอฟได้เปลี่ยนโฉมหน้าของระบอบคอมมิวนิสต์ แต่การปฏิรูปของเขาก็ไม่ได้แปลว่าเสรีภาพ
ฮังการี ปี ค.ศ. 1956 ฤดูใบไม้ผลิ ประชาชนจำนวนมากมองการต่อต้านระบอบสตาลินของครุสชอฟว่าเป็นการขยายเสรีภาพ และกดดันให้ออกกฎหมายปฏิรูปเพิ่มมากขึ้น ไม่นานก็เกิดการจราจลต่อต้านโซเวียต ครุสชอฟที่ต่อต้านสตาลินกลับไม่ลังเลที่จะใช้วิธีการเดียวกับสตาลิน เขาสั่งให้ขุนพลเคลื่อนทัพไปยังกรุงบูดาเปส เมืองหลวงฮังการี เพื่อกวาดล้างพวกต่อต้าน แน่นอนว่าครุสชอฟเป็นคอมมิวนิสต์ขนานแท้ และระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้กำลัง การขู่เข็ญ และการปราบปราม สังคมนานาชาติมองการใช้กำลังในครั้งนี้ว่าเป็นการแสดงอำนาจ แต่ศัตรูของครุสชอฟที่อยู่ในโซเวียตมองว่ามันเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ พวกเขามองว่าการประท้วงเป็นผลโดยตรงจากการปฏิรูปเสรีนิยมของครุสชอฟ
ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1957 มีคนพยายามล้มล้างครุสชอฟ การลงคะแนนมีขึ้นและครุสชอฟพ่ายแพ้ เพื่อพยายามที่จะรักษาตำแหน่งของเขาครุสชอฟเรียกประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต และเพื่อให้มีคะแนนในการประชุมนั้น ครุสชอฟคิดว่าเขามีเสียงเพียงพอ เขามเสียงพอที่จะรักษาตำแหน่งนั้นไว้ได้ แต่เขาต้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพในการนำคณะกรรมการกลางบินมาจากทั่วสหภาพโซเวียต ครุสชอฟผู้ดิ้นรนขอร้องนายพลยูคอฟให้ช่วย ยูคอฟตอบสนองทันทีด้วยการส่งเครื่องบินของกองทัพตามที่ต้องการ ในสองวันยูคอฟก็นำเครื่องบินส่งผู้เข้าร่วมประชุมในมอสโคว์ ครุสชอฟรอดไปได้ ฝ่ายตรงข้ามของเขาที่คาดว่าจะถูกยิงเป้าตามธรรมเนียม ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ก่อการมักจะถูกลงโทษในอดีต พวดเขาก็ต้องประหลาดในที่ครุสชอฟเพียงแค่สั่งให้ถูกออกจากราชการ เป็นอีกครั้งที่ครุสชอฟนักปฏิรูปแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่อิทธิพลของสตาลินก็ยังไม่หมดสิ้นไป หลังจากต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามครุสชอฟกับต้องกังวลกับการเพิ่มอำนาจของสหายของเขา นายพลยูคอฟ ครุสชอฟเชื่อในนายพลยูคอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ชายที่ปลดปล่อยกรุงเบอร์ลินและเป็นผู้ที่มีอำนาจมาก สตาลินยังต้องกลัวเขา ครุสชอฟซาบซึ้งและตระหนักว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณนายพลยูคอฟอยู่นิดหน่อย แต่ในระบบของโซเวียตหรือผู้มีอำนาจ พันธะผูกพันเช่นนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก
ตุลาคม ปี ค.ศ. 1957 ครุสชอฟส่งยูคอฟไปปยูโกสลาเวียอย่างไม่เป็นทางการ ขณะเดียวกันเขาก็เรียกประชุมกองทัพและเลือกรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ เมื่อยูคอฟกลับมาเขาก็ถูกบังคับให้เกษียณ เมื่อมาถึงที่พักเขาโทรหาครุสชอฟแล้วถามว่า นิกิต้าช่วยอธิบายหน่อย มันเกิดอะไรขึ้น มีรายงานว่าเขาได้ยินคำตอบเสียงดังและหยาบคาย ก่อนหน้านั้นในปีเดียวกันนักออกแบบขีปนาวุธ เซอร์กี้ โคโรลีออฟ (Sergei Korolev) เริ่มทดสอบจรวด R7 ขีปนาวุธข้ามทวีปทางยุทธวิธีลูกแรกของโลก R7 ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักได้หลายตัน และไปได้ไกลกว่า 6,000 ไมล์ การทดสอบในครั้งแรกๆ ล้มเหลว แต่ในที่สุดในเดือนสิงหาคมก็พุ่งทะยานขึ้นเพื่อไปสู่เป้าหมาย ความสำเร็จครั้งนี้โคโรลีออฟได้ให้คำแนะนำอย่างไม่คาดฝัน ควรใช้ขีปนาวุธเพื่อสันติ และนำไปสู่การปล่อยสปุตนิก (Sputnik) ดาวเทียมดวงแรกของโลก ครุสชอฟอนุมัติ แต่ก็พิจารณาว่าโครงการนี้ไม่สำคัญ ต่อมาวันที่ 4 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1957 สปุตนิกก็ขึ้นสู่วงโคจร ในตอนนั้นครุสชอฟไม่สนใจเลย สื่อมวลชนโซเวียตก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร แต่สื่อมวลชนต่างชาติกลับสนใจมาก ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและมันได้กลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อชิ้นใหม่ ทันใดนั้นครุสชอฟก็มองว่าโครงการอวกาศเป็นสิ่งที่จะทำให้สหรัฐชายหน้าได้ เมื่อประสบความสำเร็จครั้งหนึ่ง ครั้งต่อมาก็มีขึ้น ครุสชอฟใช้โครงการอวกาศโฆษณาชาวนเชื่อระบบคอมมิวนิสต์สู่ชาวโลก
วันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 โซเวียตวางแผนสานต่อเพื่อครองตำแหน่งผู้นำด้านอวกาศ โดยส่งมนุษย์คนแรกเข้าสู่อวกาศ นักบินอวกาศในภารกิจนี้ก็คือ ยูริ กาการิน (Yuri Alekseyevich Gagarin) ครุสชอฟและสมาชิกโครงการอวกาศโซเวียตรู้ดีว่า ปฏบัติการครั้งนี้อาจเป็นทั้งชัยชนะที่เหลือเชื่อหรือความล้มเหลวที่สยองขวัญ ไม่นานก่อนเที่ยวบินของยูริ กาการิน เครื่องบินอวกาศไร้คนขับที่ออกแบบโดยเซอร์กี้ โคโรลีออฟ เกิดระเบิดก่อนทะยานขึ้น เจ้าหน้าที่ภาคพื้นมากกว่า 200 คนต้องเสียชีวิต ไม่มีข่าวของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ในเวลานั้นเลย ในการส่งกาการินไปอวกาศ เหนืออื่นใดเรากลัวว่าเขาจะไม่สามารถกลับมายังโลกได้ ถ้าเขาตายในขณะที่ทั้งโลกกำลังจับตาดู มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดข่าว ครุสชอฟใช้การกลับมาอย่างปลอดภัยของกาการินโปรโมทระบอบคอมมิวนิสต์และขยายฐานอำนาจของตนเอง เขารู้ว่าพวกอนุรักษ์นิยมในเครมลิน จะต่อต้านการปฏิรูปของเขา แผนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับตะวันตก แต่โชคชะตาก็ไม่ทำให้น้ำแข็งในสงครามเย็นละลายลง
ปี ค.ศ. 1956 ประธานาธิบดีอเมริกา ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) ได้เชื้อเชิญ นิกิต้า ครุสชอฟมายังสหรัฐ ครุสชอฟตกลงทำให้ชาวโซเวียตประหลาดใจ ทั้งสองคนต้องการขจัดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน มันเป็นครั้งแรกที่โซเวียตเดินทางมายังอเมริกา การเยี่ยมเยือนยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโซเวียตกับอเมริกา อเมริกาสร้างความประทับใจให้แก่ครุสชอฟ และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทั้งสองยังมีแผนที่จะร่วมประชุมที่ฝรั่งเศสและอังกฤษเพื่อพบผู้นำของทั้งสองประเทศอีกด้วย และไอเซนฮาวร์ก็ได้มาเยี่ยมที่มอสโคว์ ประชาชนโซเวียตยินดีกับโอกาสที่ดีทางความสัมพันธ์กับอเมริกา เมื่อไอเซนฮาวร์กลับไปแล้ว ครุสชอฟมุ่งตรงไปที่การชุมนุมสนับสนุนและกล่าวสันทรพจน์ว่า ความสัมพันธ์โซเวียตและอเมริกาจงยั่งยืน แต่แนวทางใหม่ของเขาทำให้เกิดการต่อต้านอย่างแข็งขันทั้งภายในและภายนอกประเทศ พวกหัวแข็งแห่งเครมลินพยายามชักจูงเขาว่า อเมริกาไม่อาจจะไว้ใจได้ ครุสชอฟคิดไกลไปถึงการพบกันครั้งที่ 2 กับไอเซนฮาวร์ในปารีส และโดยเฉพาะการเชิญไอเซนฮาวร์มาที่สหภาพโซเวียตอีก ตัวแปรที่ทำให้ต้องคิดดำเนินความสัมพันธ์กับอเมริกา ตัวแปรที่หนึ่งไอเซนฮาวร์อาจไม่ได้ให้ถึงสิ่งที่เขาต้องการได้ ตัวแปรที่สองคือความสัมพันธ์กับจีนที่เลวร้ายลง หลังจากครุสชอฟเดินทางไปสหรัฐ เขาเดินทางไปยังปักกิ่งทันที และมีการพูดคุยกันแบบไม่ราบรื่นกับจีน ที่จริงจีนโจมตีที่ครุสชอฟไปเข้าข้างสหรัฐจนเกินไป เป็นการทรยศต่อหลักการชนชั้นแห่งนโยบายต่างประเทศ เหมาเจ๋อตุงบอกผู้นำโซเวียตอย่างเคร่งเครียดว่า สิ่งที่ควรปฏิบัติต่อสหรัฐก็คืออย่าเอาเป็นเพื่อนและควรเตรียมการเพื่อทำสงคราม ครุสชอฟโกรธมาก เขาสบถใส่เหมาผลุนผลันออกมาและยกเลิกการเดินทางที่เหลือ และแล้ว 3 สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดที่ปารีส มีการลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายของครุสชอฟ ครุสชอฟตัดสินใจยากอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วโชคชะตาก็เข้าแทรกแซง
วันที่ 1 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1960 ระบบต่อต้านอากาศยานโซเวียตยิงเครื่องบินสอดแนมอเมริกัน U2 ตก เศษชิ้นส่วนของเครื่องบินถูกพบรวมทั้งนักบินถูกจับ ฟรานซิส แกรี่ เพาเวอร์ส ถูกนำตัวไปมอสโคว์ เป็นเวลา 40 ปีที่มีการต่อว่าเหตุการณ์ U2 นี้ว่า ทำให้การละลายของสงครามเย็นจบสิ้นลง ความจริงแล้วเหตุการณ์ U2 ไม่ได้เป็นสาเหตุแต่เป็นข้ออ้างคำแก้ตัวของครุสชอฟที่จะละทิ้งนโยบายที่ไม่ได้รับความนิยมต่างหาก การประชุมสุดยอดปารีสถูกยกเลิกไปพร้อมกับการไปเยี่ยมเยียนมอสโคว์ของไอเซ่นฮาวร์ น้ำเสียงของครุสชอฟที่มีต่ออเมริกาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง "และหลังจากนี้ ความปรารถนาดีทั้งปวง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอย่างไร ไอเซนฮาวร์อยากมาเยี่ยมเรา ไม่มีใครทานข้าวในที่ๆตนทำผิดเอาไว้ มันเป็นเรื่องที่เรารู้กัน ประธานาธิบดีทำผิดต่อสหภาพโซเวียต แล้วตอนนี้ท่านประธานาธิบดียังอยากจะทานข้าวกับเราอีกเหรอ" ครุสชอฟยังคงมีพฤติกรรมเผชิญหน้ากับตะวันตกโดยการทุบโต๊ะในที่ประชุมสหประชาชาติอย่างดุเดือด วันเดียวกันนั้นครุสชอฟและผู้นำคิวบาคนใหม่ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Alejandro Castro Ruz) ได้พบกันเป็นครั้งแรก ผู้นำโซเวียตกังวลว่าเขาจะต้องรักษาบัลลังค์ในฝ่ายอเมริกา
ปีต่อมา มิถุนายน ปี ค.ศ. 1960 ครุสชอฟได้พบกับประธานาธิบดีอเมริกาคนใหม่ จอห์น เอฟ เคเนดี้ ในกรุงเวียนนา และเพียงสองเดือนหลังจากที่อเมริกันล้มเหลวในการบุกคิวบาที่พิกส์เบย์ (The Bay of Pigs) เขาตัดสินใจว่าเคเนดี้นั้นอ่อนแอตอนที่เขาไปเวียนนาและเคเนดี้ดูเหมือนจะอยากเป็นเพื่อนกับครุสชอฟ เขาคิดว่าสามารถข่มขวัญเคเนดี้ได้ตลอดไป นี่คือสิ่งที่เขาเชื่อในเวลานั้น เมื่อรวมความรู้สึกของครุสชอฟต่อเคเนดี้และเหตุการณ์ที่พิกส์เบย์ โซเวียตกับสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมากกว่าเดิม และช่วยดึงไม่ให้โลกเกิดสงครามนิวเคลียร์
ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 1957 ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเมื่อนาโต้ตัดสินใจติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐในอังกฤษ อิตาลี และตุรกี มันเป็นภัยทางยุทธวิธีต่อโซเวียตที่มากกว่าหนึ่ง ขีปนาวุธใหม่ในยุโรปเหล่านี้ มันสามารถมาถึงเป้าหมายในดินแดนโซเวียตในเวลาแค่ 8-10 นาที ค.ศ. 1993 เอกสารที่อยู่ในชั้นความลับเปิดเผยถึงแผนเบื้องต้นในการตอบโต้ของโซเวียต โครงการลับถูกเสนอให้ครุสชอฟในปี 1959 แท่นลอยน้ำจำนวน 30 แท่นที่สามารถปล่อบขีปนาวุธนิวเคลียร์จะถูกสร้างในน่านน้ำสากลรอบนอกดินแดนสหรัฐ ขีปนาวุธจะเข้าถึงดินแดนสหรัฐใน 3 นาที ทำให้โซเวียตได้เปรียบจากการโจมตีก่อน ตั้งแต่เหตุการณ์ U2 ในปี พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1960 ครุสชอฟแสดงความตั้งในที่จะข่มขวัญและคุกคามสหรัฐ แต่เขารู้ว่าโครงการสร้างแท่นปล่อยขีปนาวุธนี้มันก้าวร้าวเกินไป ในที่สุดเขาก็ระงับโครงการ เขาหันความสนใจไปยังชาติที่เป็นเกาะกับประเทศที่เป็นมิตรคนใหม่แทน ครุสชอฟตั้งแผนการฐานทัพขนาดใหญ่บนคิวบา อาวุธสำคัญนี้ประกอบไปด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและพิสัยไกล และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธเหล่านี้สามารถทำการโจมตีด้วยปรมาณูบนที่ใดในสหรัฐก็ได้ การติดตั้งทั้งหมดถูกเก็บไว้เป็นความลับ
ตั้งแต่แรกเริ่ม ฟิเดลกล่าวไว้ว่ามีสนธิสัญญาระหว่างคิวบากับสหภาพโซเวียต ซึ่งโซเวียตส่งทหารเข้ามายังคิวบาได้ แต่ครุสชอฟไม่เห็นด้วย เขากล่าวว่าพวกอเมริกันจะหาทางป้องกันเราจากการกระทำนี้ อย่างไรกตามความลับสุดยอดนี้เองที่ทำให้อเมริกาหลง ตามแผนการของโซเวียตการเตรียมการทั้งหมดจะลุล่วงก่อน 25 ตุลาคม ปี 1962 เมื่อถึงเวลานั้นผู้คุมโครงการจะส่งรหัสไปถึงรัฐมนตรีกลาโหมของโซเวียต โรดิออน มาลินอฟสกี้ (Rodion Malinovsky) มาลินอฟสกี้กล่าวว่าเมื่อทุกอย่างพร้อมและขีปนาวุธถูกติดตั้งแล้วให้ส่งโทรเลขมาบอกผมตามข้อความนี้ "การเก็บเกี่ยวอ้อยเป็นไปได้ด้วยดี" เรือโซเวียตเริ่มขนถ่ายสินค้าลับในเดือนกรกฎาคม ปี1962 คนงานขนถ่ายของขึ้นบนเรือตามท่าเรือต่างๆในโซเวียต 5 แห่งและมุ่งหน้าไปยังคิวบา เครื่องมือการเกษตรถูกส่งรวมเข้าไปด้วยเพื่อลวงเครื่องบินสอดแนมข้าศึก รวมทหารและเจ้าหน้าที่เทคนิค 42,000 นายที่ต้องเดินทางไกล เรือทุกลำมาถึงคิวบาอย่างไร้อุปสรรค เมื่อถึงบนเกาะการเคลื่อนไหวทางทหาร การก่อสร้างถ่านหินและเครื่องมือ กระทำในตอนกลางคืน และมีการพรางตาในตอนกลางวัน
14 ตุลาคม 1962 U2 เครื่องบินสอดแนมอเมริกันได้ถ่ายภาพไว้ได้กว่า 30 ภาพ บนพื้นที่ในเมืองซาน คริสโตบัล (San Crist?bal) ของคิวบา ภาพแสดงให้เห็นสถานีเติมเชื้อเพลิงของขีปนาวุธข้ามทวีป กล่องขีปนาวุธที่ถูกวางทิ้งไว้ในที่โล่ง 16 ตุลาคม 1962 เคเนดี้ได้รับรายงานที่น่าตกใจ การเผชิญหน้าด้านนิวเคลียร์ก็เริ่มต้นขึ้น หน่วยข่าวกรองโซเวียตไม่อาจแน่ใจได้ว่าอเมริการู้เรื่องนี้หรือไม่ และในวันที่ 22 ตุลาคม 1962 มันก็แน่ชัดเมื่อปนะธานาธิบดีเคเนดี้เปิดเผยมันให้โลกได้รับรู้ โดยมีข้อความว่า "ผมติดต่อท่านประธานครุสชอฟให้หยุดและขจัดการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพของโลก" เขายังได้ประกาศอีกว่ากองเรือได้ปิดล้อมคิวบาหมดแล้ว หลังจากเหตุการณ์นี้ครุสชอฟเรียกประชุมพิเศษขึ้น เขากล่าวว่าถ้าสหรัฐโจมตีคิวบาเราจะโต้ตอบ เขาพิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์ ถ้าสหรัฐเข้าบุกคิวบาเพื่อที่จะตอบโต้ที่ตรวจพบขีปนาวุธนิวเคลียร์ เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 23-27 ตุลาคม 1962 ครุสชอฟและเคเนดี้ตอบโต้ข้อความกันอย่างดุเดือด ในตอนแรกครุสชอฟปฏิเสธว่าไม่มีทหารโซเวียตในคิวบาเพื่อพยายามจะซื้อเวลา เมื่อเขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เขาก็หันไปใช้วิธีทางการฑูตแบบคุกคามที่เขาถนัด เขาเขียนถึงเคเนดี้ว่า เราจะใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อการปกป้องสิทธิของเรา เรามีเจตนาอย่างนั้นจริงๆ การเตรียมพร้อมรบเริ่มขึ้นไปทั่วสหภาพโซเวียต
โครงการปล่อยยานสำรวจดาวอังคารอัตโนมัติของโซเวียตถูกระงับ และได้รับคำสั่งให้เตรียมยิงขีปนาวุธ แต่เนื่องจากครุสชอฟไม่มีหลักฐานที่มากพอว่าสหรัฐบุกคิวบา 26 ตุลาคม 1962 อเมริกาเสร็จสิ้นการเตรียมบุกคิวบา เพนตากอนรอเพียงคำสั่งจากเคเนดี้ เพื่อเปิดการโจมตีทางอากาศและยกพลขึ้นบกมาทางเรือ วันนั้นครุสชอฟได้รับข้อความจากฟิเดล คาสโตร ว่าการโจมตีคิวบาจะเริ่มใน 12-72 ชั่วโมงข้างหน้านี้ 2-3 ชั่วโมงต่อมาครุสชอฟได้รับรายงานว่าระบบต่อต้านอากาศยานของโซเวียตยิงเครื่อง U2 ของอเมริกาตก ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนออกคำสั่งให้ยิง เหตุการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ และการบุกคิวบาของอเมริกานั้นดูเหมือนว่าจะจวนแจเข้ามาทุกขณะ ครุสชอฟตระหนักว่าเขาต้องล่าถอย แม้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการผลิตขีปนาวุธแทนเครื่องบินทิ้งระเบิด แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับสหรัฐที่มีขีปนาวุธพิสัยไกล 300 ลูก ในขณะที่โซเวียตมีเพียง 20 ลูก ครุสชอฟแจ้งเคเนดี้ถึงความพร้อมในการเริ่มขนย้ายขีปนาวุธจากคิวบา เพื่อแลกกับสัญญาของเคเนดี้ที่จะไม่บุกคิวบา และคำมั่นว่าอเมริกาจะย้ายขีปนาวุธจากตุรกี ครุสชอฟสั่งไม่ให้เข้ารหัสข้อความนั้นและให้กระจายเสียงมาทันทีเป็นข้อความเปิดของวิทยุมอสโคว์ เคเนดี้ตอบรับข้อเสนอนี้
หลังจากนั้นครุสชอฟถูกต่อว่ามากมายที่ถอนกำลังอาวุธจากคิวบา ความอ่อนแอของคอมมิวนิสต์ต่างชาติ และข้อกล่าวหาอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อสหภาพโซเวียต เขาถูกลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ถูกลงจากตำแหน่ง อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปินเป็นผู้จดบันทึกการประชุมรวมทั้งการโต้ตอบแบบขวานผ่าซากของครุสชอฟ เขากล่าวว่า "วันนี้พวกคุณสาดโคลนใส่ผม เอาล่ะผมยอมรับได้ ตอนนี้เมื่อผมก้าวลงจากเวที ผมจะบอกคุณทุกคนว่าผมจะไม่ต่อต้านและสาดโคลนใส่คุณ ครุสชอฟนึกถึงความจริงที่ว่าเขาถูกเนรเทศแทนที่เขาจะถูกประหารนั้นเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่น่าภูมิใจ มันเป็นสัญญาณว่าอย่างน้อยการปฏิรูปของเขาก็ได้รับการยอมรับ ชายผู้มากด้วยสีสัน เขาเคยยืนเผชิญหน้าอยู่ในสงครามเย็น ครุสชอฟมีชีวิตอย่างสงบอย่างน่าประหลาดใจ จนเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1971 การริเริ่มที่สำคัญของเขาทั้งสันติภาพและสงคราม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำโซเวียตผู้ทรงอิทธิพลที่สุด และเข้าใจยากมากที่สุดด้วย
ร้านอาหารปักษ์ใต้ ฉวาง
ถ้าจะหารร้านอาหารปักษ์ใต้ที่มีรสชาติจัดจ้านแบบปักษ์ใต้แท้ๆ สักร้านแล้วล่ะก็ เชื่อว่าจะต้องมีร้านฉวาง ย่านพรานนกติดโผมาแบบไม่ต้องสงสัย เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังที่สะสมมายาวนานกว่า 40 ปี การันตีได้ว่าอาหารใต้ทุกอย่างของร้านนี้ หรอยอย่างแรงแน่นอน ร้านฉวางเปิดมานานเกือบ 50 ปี และเป็นช่วงรุ่นที่ 3 ชื่อฉวางนั้นมาจากเป็นชื่อแเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ร้านฉวางมีเมนูอาหารปักษ์ใต้กว่า 50 เมนูต่อวัน บางเมนูจะเป็นเมนูหลักมีให้ทานทั้งปี บางเมนูก็จะเป็นเมนูตามฤดูกาลและความเหมาะสม ซึ่งทุกเมนูจะทำสดใหม่ร้อนๆ วันต่อวัน มีพ่อครัวแม่ครัวแยกเป็นแผนก ผัด แกง ทอด ตามความถนัดและความชำนาญของแต่ละคนเลยทีเดียว

ที่ร้านจะเน้นเรื่องปลามาก จะมีปลาทอดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปลาทอดขมิ้น ปลาทอดเครื่องแกง ปลาที่ใช้ก็จะมี ปลาแดง ปลาทราย ปลาดุก ปลาทู ปลาอินทรย์ ปลาเก๋า ปลาจวด ปลาดาบ ปลากะพง ปลาตาเดียว ปลาหัวอ่อน เครื่องแกงของร้านฉวางจะทำเองทั้งหมด ซึ่งเครื่องแกงคั่วของร้านฉวางจะประกอบไปด้วย พริกแห้ง พริกไทย ตะไคร้ กระเทียม ข่า ขมิ้น เกลือ เอามาตำให้ละเอียดแล้วจึงใส่กะปิทีหลัง ก็จะได้พริกแกงคั่วที่เอาไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเมนูปลาดุกทอดพริกแกง ก็จะนำปลาดุกมาคลุกเคล้ากับพริกแกงคั่วเกือบชั่วโมง ก่อนนำไปทอดให้ด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่ม ไม่แข็งจนเกินไป เครื่องแกงคั่วนี้ยังเอามาทำอาหารอีกหลากหลายชนิดรวมถึงคั่วกลิ้ง ซึ่งที่นี่มีทั้งคั่วกลิ้งหมูและเนื้อ วิธีการทำไม่ยาก แค่นำหมูหรือเนื้อไปรวนพริกแกงในกระทะให้แห้ง เคล็ดลับอยู่ที่การรวนหมูต้องรวนจนแห้งจริงๆ ปิดท้ายด้วยใบมะกรูดหั่นฝอยและข่าหั่นฝอยก็เป็นอันเสร็จ

นอกจากพริกแกงคั่วแล้วก็มีพริกแกงส้ม โดยเครื่องแกงส้มจะมี พริกแห้ง พริกสด กระเทียม ขมิ้น เกลือ ตำเข้าด้วยกันจนละเอียด เอามาทำแกงเหลืองผักรวมปลากะพง ใช้ปลากะพงชิ้นใหญ่ ผักที่ใส่ก็เป็นผักแปลกๆ หากินยาก วิธีทำแกงเหลือง เริ่มจากเติมน้ำแล้วละลายพริกแกงลงไปก่อนตั้งไฟให้เดือด เพื่อไม่ให้พริกแกงจับตัวเป็นก้อน แล้วต้องให้น้ำละลายพริกแกงนั้นเดือดจริงๆถึงจะเอาปลาใส่ ปลาจะได้ไม่เหม็นคาว จากนั้นก็ใส่ผักตามที่ต้องการ

ไม่เพียงแต่อาหารรสจัดเท่านั้น ที่ร้านยังมีเมนูไม่เผ็ดเช่น ต้มกะทิยอดเหลียง วิธีทำนำกะทำใส่หม้อตั้งไฟ ใส่กุ้งแห้ง เกลือ ตะไคร้ซอย ข่า ปรุงรสให้กลมกล่อม รอให้เดือด สุดท้ายก็ใส่ยอดมะพร้าวและยอดเหลียงลงไป แล้วปิดไฟทันที ให้ยอดเหลียงยังเป็นสีเขียวสดดูน่ารับประทาน อีกเมนูที่เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดีคือ หมูผัดกะปิ ที่ร้านจะดัดแปลงใช้เนื้อหมูสันในไม่ติดมันหั่นเป็นชิ้นยาวแทนหมูสามชั้นตามสูตรปักษ์ใต้แท้ๆ เอามาผัดกับกะปิและน้ำตาลเล็กน้อยให้เข้าเนื้อ แม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่ทำเองก็อร่อยยากมาก เพราะเมนูจะอร่อยหรือไม่นั้นวัดกันที่กะปิ
ถ้าใครอยากลองชิมอาหารปักษ์ใต้แท้ๆ ก็ลองแวะเวียนมาได้ที่ร้านฉวาง ถนนพรานนก
ที่มา รายการวีไอพี
ที่ร้านจะเน้นเรื่องปลามาก จะมีปลาทอดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปลาทอดขมิ้น ปลาทอดเครื่องแกง ปลาที่ใช้ก็จะมี ปลาแดง ปลาทราย ปลาดุก ปลาทู ปลาอินทรย์ ปลาเก๋า ปลาจวด ปลาดาบ ปลากะพง ปลาตาเดียว ปลาหัวอ่อน เครื่องแกงของร้านฉวางจะทำเองทั้งหมด ซึ่งเครื่องแกงคั่วของร้านฉวางจะประกอบไปด้วย พริกแห้ง พริกไทย ตะไคร้ กระเทียม ข่า ขมิ้น เกลือ เอามาตำให้ละเอียดแล้วจึงใส่กะปิทีหลัง ก็จะได้พริกแกงคั่วที่เอาไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเมนูปลาดุกทอดพริกแกง ก็จะนำปลาดุกมาคลุกเคล้ากับพริกแกงคั่วเกือบชั่วโมง ก่อนนำไปทอดให้ด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่ม ไม่แข็งจนเกินไป เครื่องแกงคั่วนี้ยังเอามาทำอาหารอีกหลากหลายชนิดรวมถึงคั่วกลิ้ง ซึ่งที่นี่มีทั้งคั่วกลิ้งหมูและเนื้อ วิธีการทำไม่ยาก แค่นำหมูหรือเนื้อไปรวนพริกแกงในกระทะให้แห้ง เคล็ดลับอยู่ที่การรวนหมูต้องรวนจนแห้งจริงๆ ปิดท้ายด้วยใบมะกรูดหั่นฝอยและข่าหั่นฝอยก็เป็นอันเสร็จ
นอกจากพริกแกงคั่วแล้วก็มีพริกแกงส้ม โดยเครื่องแกงส้มจะมี พริกแห้ง พริกสด กระเทียม ขมิ้น เกลือ ตำเข้าด้วยกันจนละเอียด เอามาทำแกงเหลืองผักรวมปลากะพง ใช้ปลากะพงชิ้นใหญ่ ผักที่ใส่ก็เป็นผักแปลกๆ หากินยาก วิธีทำแกงเหลือง เริ่มจากเติมน้ำแล้วละลายพริกแกงลงไปก่อนตั้งไฟให้เดือด เพื่อไม่ให้พริกแกงจับตัวเป็นก้อน แล้วต้องให้น้ำละลายพริกแกงนั้นเดือดจริงๆถึงจะเอาปลาใส่ ปลาจะได้ไม่เหม็นคาว จากนั้นก็ใส่ผักตามที่ต้องการ
ไม่เพียงแต่อาหารรสจัดเท่านั้น ที่ร้านยังมีเมนูไม่เผ็ดเช่น ต้มกะทิยอดเหลียง วิธีทำนำกะทำใส่หม้อตั้งไฟ ใส่กุ้งแห้ง เกลือ ตะไคร้ซอย ข่า ปรุงรสให้กลมกล่อม รอให้เดือด สุดท้ายก็ใส่ยอดมะพร้าวและยอดเหลียงลงไป แล้วปิดไฟทันที ให้ยอดเหลียงยังเป็นสีเขียวสดดูน่ารับประทาน อีกเมนูที่เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดีคือ หมูผัดกะปิ ที่ร้านจะดัดแปลงใช้เนื้อหมูสันในไม่ติดมันหั่นเป็นชิ้นยาวแทนหมูสามชั้นตามสูตรปักษ์ใต้แท้ๆ เอามาผัดกับกะปิและน้ำตาลเล็กน้อยให้เข้าเนื้อ แม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่ทำเองก็อร่อยยากมาก เพราะเมนูจะอร่อยหรือไม่นั้นวัดกันที่กะปิ
ถ้าใครอยากลองชิมอาหารปักษ์ใต้แท้ๆ ก็ลองแวะเวียนมาได้ที่ร้านฉวาง ถนนพรานนก
ที่มา รายการวีไอพี
คลื่นยักษ์สึนามิ สึนามิที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
คลื่นยักษ์สึนามิครั้งใหญ่กว่า 100 ลูกได้เข้าโจมตีเมื่อ 100 ปีก่อน คร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสนคนและทรัพย์สินเสียหายหลายพันล้านเหรียญ แต่พวกมันยังไม่ใช่คลื่นยักษ์สึนามิที่ใหญ่ที่สุดที่เข้าโจมตีโลก นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานน่าตกใจว่าแม้แต่คลื่นยักษ์ขนาดใหญ่กว่าก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสุดยอดสึนามิมีรอเราอยู่ในอนาคต เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พลัง ขนาดและแนวโน้มของมัน เราจึงทำการสำรวจคลื่นสึนามิ 5 ครั้งที่มีพลังการทำลายล้างสูงในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา แต่ละลูกมีลักษณะเฉพาะตัว มีเรื่องราวของมันเอง
ฮาวาย มันคือสวรรค์เขตร้อนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคน แต่เกาะแปซิฟิกแห่งนี้กุมความลับดำมืดเอาไว้ มันถูกคลื่นยักษ์สึนามิเล่นงานมากกว่าที่ใดๆ ในโลก วงแหวนไฟเป็นเขตรอยร้าวที่ปะทุง่าย ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก ร้อยละ 90 ของแผ่นดินไหวในโลกเกิดขึ้นที่นี่ แผ่นดินไหวเป็นสาเหตุธรรมดาที่สุดของคลื่นยักษ์สึนามิ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฮาวายจึงถูกเล่นงานจากสึนามิอยู่บ่อยครั้งและจากทุกทิศทาง สึนามิโจมตีฮาวายในปี 1837 1868 1877 1923 1946 1952 1957 1960 และ 1964 นี่ทำให้มันกลายเป็นเมืองหลวงแห่งคลื่นยักษ์สึนามิไปอย่างไม่เป็นทางการ 02:28 น.ของวันที่ 1 เมษายน 1946 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์ บนหมู่เกาะอาลูเชียน (Aleutian Islands) นอกชายฝั่งอลาสกา พื้นมหาสมุทรเป็นบริเวณกว้างถูกยกขึ้น โดยมีน้ำจำนวนมหาศาลเข้าไปแทนที่ การสั่นสะเทือนของพลังงานครั้งมโหฬารผลักดันให้เกิดกำแพงน้ำสึนามิตรงไปยังฮาวายด้วยความเร็วเกือบ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Big Island, Hawaii
April 1, 1946
Source: Earthquake
Type: Ocean Wide Tsunami
Run Up: 9 meters
Key Factor: Ocean Floor
ไกลออกไป 3,800 กิโลเมตรที่หมู่บ้านริมทะเลขนาดเล็กชื่อเลาพาฮอยฮอย (Laupahoehoe) เด็กและครูรวมตัวกันเพื่อเตรียมเข้าเรียน มาซู แม็กเชน เป็นหนึ่งในครูที่นั่น เธอเล่าว่า "เราอยู่ในกระท่อมของเรา มีครอบครัวหนึ่งมาเคาะที่ประตูแล้วบอกว่า มาดูน้ำลงกันเร็ว เราก็เลยออกไปออกไปดูกัน น้ำมันลดลงแล้วมีคลื่นขึ้นมาไกลหน่อยแล้วมันก็ลดลงไปอีก เราก็คิดกันว่าน้ำลดลงสองครั้งแล้ว มันน่าสนใจนะ มันแปลกดี มันแปลกมากๆ" สิ่งที่มาซูไม่รู้ก็คือ สึนามิไม่ใช่คลื่นลูกเดียว พวกมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่ารถไฟสึนามิ คลื่นแต่ลูกจะมีขนาดแตกต่างกันมาก คลื่นลูกแรกแทบจะไม่ใหญ่เลย ดังนั้นมันจึงดูไม่สำคัญ แต่จริงๆแล้วมันคือลางบอกเหตุของสิ่งที่ใหญ่กว่ามากๆ ขณะที่น้ำลดลงไปถึง 152 เมตร มาซูและเพื่อนร่วมห้องก็ได้ถ่ายภาพไว้ มาซูและเพื่อนร่วมห้องประทับใจมาก ขณะที่ลูกคลื่นที่สามกำลังเข้ามา มาซูคิดว่าต่อไปนี่คงเป็นคลื่นลูกใหญ่นะ มันเริ่มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เธอเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มน่ากลัว เมื่อคลื่นยักษ์สึนามิเข้ามาใกล้ชายฝั่ง มันเหมือนกับซากรถไฟขนาดยักษ์ พลังของคลื่นถูกบีบอัดบังคับให้มันต้องตั้งและยกตัวสูงขึ้นจากทะเล มาซูและคนอื่นเห็นว่ามันใหญ่ขึ้นมากและเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เธอจึงทิ้งกล้องถ่ายรูปและวิ่งเข้าไปด้านใน เธอจำได้ว่าน้ำซัดเข้ามา กระจกก็แตก เพดานก็ถล่มลงมา มาซูเกาะซากปรักหักพังอยู่นานถึง 9 ชั่วโมงก่อนได้รับความช่วยเหลือ เธอเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต ที่นั่นเด็ก 16 คนและครู 5 คนสูญหาย และที่ฮาวายคลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดในครั้งนี้ยังไม่จบ
ลงใต้จากเลาพาฮอยฮอยออกไป 37 กิโลเมตร เมืองการค้าที่อ่าวฮิโล (Hilo Bay) ซึ่งกำลังหลับใหล ก็ไม่ได้ตระหนักถึงภัยร้าย ที่นี่คลืนยักษ์สึนามิทำลายบ้านและธุรกิจการค้าไปกว่า 500 แห่ง มีผู้เสียชีวิต 96 คนและบาดเจ็บหลายร้อยคน คำอธิบายของคลื่นสึนามิในปี 1946 ก็คือมันข้ามเครื่องป้องกันคลื่นอย่างง่ายดายจากนั้นก็โถมเข้าใส่ทั่วทั้งเมือง มีคนบอกว่าเห็นหินก้อนใหญ่ที่มันลอยไปทั่วพร้อมกับน้ำที่ซัดเข้ามา วอลเตอร์ ดัดลี่ เป็นนักสมุทรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่อ่าวฮิโล เขาศึกษาคลื่นยักษ์สึนามิมากว่า 20 ปี การค้นพบที่สำคัญของเขาก็คือ พลังทำลายที่ไม่ได้มาจากคลื่นเท่านั้นแต่ยังมาจากสิ่งที่อยู่ด้านล่างอีก หนึ่งในสิ่งที่พวกมันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจก็คือพวกมันต่างกัน มีหลายรูปแบบ และขณะที่พวกมันเกิดขึ้นและเดินทางไปทั่วมหาสมุทร พวกมันส่งผลกระทบต่อก้นมหาสมุทรตามทางที่มันผ่านไป คลื่นจะถูกงออย่างต่อเนื่องหรือถูกทำให้หักเหจากนั้นก็ขึ้นฝั่ง ไม่มีแนวชายฝั่งใดที่เหมือนกัน แต่ละแห่งล้วนมีภูมิประเทศใต้ทะเลที่พิเศษไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้คลื่นแตกต่างกันไป ในฮิโล อ่าวมีรูปร่างกลมตามธรรมชาติ คลื่นสองลูกแรกที่ปะทะอ่าวฮิโลทำให้น้ำซัดกลับไปกลับมา เมื่อคลื่นลูกที่สามมาถึงมันจึงรวมกับน้ำที่ซัดกลับไปกลับมาเป็นคลื่นทำลายล้างที่มีขนาดใหญ่ คลื่นลูกที่สามยกตัวสูงขึ้นถึงเก้าเมตร มันทำลายพื้นที่ชายฝั่งของอ่าวฮิโล แต่ไม่ถึง 15 ปี หลังเกิดหายนะในปี 1946 ฮาวายก็ถูกคลื่นสึนามิที่มีอันตรายถึงชีวิตซัดกระหน่ำอีกครั้ง
วันที่ 22 พฤษภาคม 1960 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้ทำให้เปลือกโลกมีรอยแยกที่นอกชายฝั่งชิลี ก้นมหาสมุทรลึก 1,000 กิโลเมตร ถูกทำให้เกิดเป็นคลื่นยักษ์สึนามิสูง 20 เมตร มันมีอานุภาพรุนแรงและทรงพลังจนสามารถข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาเล่นงานฮาวายได้เลยทีเดียว
Hilo Bay, Hawaii
May 22, 1960
Type: Ocean Wide Tsunami
Run Up: 10.5 meters
Key Factor: Wrap Around
ในครั้งนี้เทคโนโลยีถูกติดตั้ง ตั้งแต่การเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 1946 ได้เตือนประชาชนในอ่าวฮิโลเมื่อ 5 ชั่วโมงก่อน แต่สัญญาณเตือนดูจะไร้ความหมาย ช่วง 12 ปีก่อนนั้น 3ใน4 ของสัญญาณเตือนภัยจะเป็นแค่คลื่นสึนามิขนาดเล็ก ดังนั้นแทนที่คนจะกลัวแล้วอยู่ให้จากหายนะ แต่มันกลับกระตุ้นความสนใจของผู้คน แม้ทางการจะประกาศให้อพยพผู้คน แต่มีผู้คนมากมายอยากรู้อยากเห็น ลงไปดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลายคนคาดว่าคลื่นนี้มาจากตะวันออกเฉียงใต้และอ่าวฮิโลก็อยู่ทางเหนือจนคิดว่าจะไม่โดนผลกระทบ แต่พวกเขาคิดผิด เพียงหลังเที่ยงคืนคลื่นลูกแรกก็เข้าโจมตี ผู้คนร้องตะโกนและกรีดร้องเต็มไปหมด พวกเขาติดอยู่ในคลื่น เมื่อถึงรุ่งเช้าของฝันร้ายมีผู้เสียชีวิต 61 คน บ้านเรือนกว่า 700 หลังคาเรือนพังราบ หรือไม่ก็เสียหายอย่างหนัก คลื่นยักษ์สึนามิในปี 1960 ทำให้ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญต้องประหลาดใจ หลังศึกษามาอย่างดีวิทยาศาสตร์พบทิศทางอันน่าทึ่งของคลื่นยักษ์สึนามิ ขณะที่คลื่นเข้ามายังน้ำตื้นนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะนั้นใจกลางคลื่นจะช้าขณะที่ด้านนอกคลื่นยังคงเคลื่อนที่ต่อไป ทำให้คลื่นห่อตัวรอบเกาะ จากนั้นก็เช่นเดียวกับในปี 1946 รูปร่างตามธรรมชาติของอ่าวได้เพิ่มพลังทำลายล้างของคลื่นยักษ์สึนามิ ในครั้งนี้คลื่นลูกใหญ่ที่สุดวัดความสูงได้ถึง 10.5 เมตร สูงกว่าในปี 1946 1.5 เมตร
และฮาวายไม่ได้เป็นเพียงที่เดียวที่ถูกสึนามิเล่นงาน มันแผดเสียงดังข้ามแปซิฟิกไปหลายพันกิโลเมตรเข้าเล่นงานชายฝั่งทุกแห่งรวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 122 คนเลยทีเดียว คลื่นยักษ์สึนามิมีพลังที่เหลือเชื่อขณะที่มันเดินทางข้ามมหาสมุทรมันใช้พลังไม่มากนัก แต่พอมาถึงฝั่งพลังงานทั้งหมดจะถูกปล่อยออกมา ปี 1946 และ ปี 1960 คลื่นยักษ์สึนามิทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงพฤติกรรมซับซ้อนและหลักการข้ามมหาสมุทรของคลื่นยักษ์เหล่านี้ แต่เมื่อสึนามิเข้าเล่นงานญี่ปุ่น มันโจมตีอย่างหนักหน่วงและใหญ่กว่าสึนามิในฮาวาย ญี่ปุ่นถูกสึนามิเล่นงานมากที่สุดในแปซิฟิก จนบัญญัติศัพท์ขึ้นมาว่า สึนามิ ซึ่งหมายถึงคลื่นในอ่าว
Okushiri, Japan
July 12, 1993
Source: Earthquake
Type: Local Tsunami
Run Up: 31 meters
Key Factor: Proximity
22:17 น. วันที่ 12 กรกฏาคม 1993 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งฮอกไกโด มันได้ทำให้ก้นมหาสมุทรแยกตัวออก ศูนย์กลางการสั่นสะเทือนห่างจากเกาะขนาดเล็กชื่อโอกุชิริเพียง 80 กิโลเมตร มันทำให้เกิดคลื่นสึนามิที่ใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุดเท่าที่ญี่ปุ่นเคนประสบมา(ไม่นับที่เกิดในปี 2011) ชาวประมงชื่อชิโร่ อาดาชิ จากหมู่บ้านอาโอเนะ รู้จักคลื่นยักษ์สึนามิดี เขารอดชีวิตมาเมื่อสึนามิโจมตีโอกุชิริเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อชิโร่รู้ว่าเกิดแผ่นดินไหว เขารู้ว่าอาจเกิดสึนามิตามมาได้ เขารีบอพยพภรรยาและลูกๆออกจากบ้านริมทะเลเพื่อขึ้นไปยังที่สูง ขณะที่เขารีบไปปิดแก๊ส เขาทำอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วพอ เพียง 4 นาทีหลังแผ่นดินไหวคลื่นลูกแรกก็เข้าเล่นงาน ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีอันน่ากลัวนั้น สึนามิได้ทำลายท่าเรือเละกระท่อมหาปลาไป 80 หลัง แต่อันตรายยังไม่สิ้นสุด ท่ามกลางความมืดคลื่นลูกที่สองก็เข้าโจมตี ชิโร่และผู้รอดชีวิตรายอื่นรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พอรุ่งสางพลังอันน่ากลัวของสึนามิก็เผยโฉมให้เห็น อาโอเนะเกือบทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลองบ้านเรือนทั่วเกาะ 437 หลังถูกทำลาย และพังเสียหายอย่างรุนแรงกว่า 800 หลัง มีผู้เสียชีวิต 198 คน
Indian Ocean
December 26,2004
Source: Earthquake
Type Ocean: Wide Tsunami
Run Up: 35 meters
Key Factor: Reflection
07:58 น. วันที่ 26 ธันวาคม ปี 2004 ลึกลงไปในมหาสมุทร นอกชายฝั่งสุมาตราอินโดนีเซีย เปลือกโลกเกิดรอยร้าวขึ้นเป็นทางยาว 1,200 กิโลเมตร จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกเท่าที่เคยมีบันทึกมา แผ่นดินไหวขนาด 9.3 ทำให้บ้านเรือนถูกทำลายสิ้น แต่มันเป็นแค่ลางบอกเหตุของหายนะ เกิดคลื่นยักษ์สึนามิกระจายตัวไปทั่วมหาสมุทรอินเดียโจมตีไปกว่า 12 ประเทศ 16 นาทีต่อมาหลังเกิดแผ่นดินไหว ห่างศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว 250 กิโลเมตร ทางเหนือของเกาะสุมาตราถูกคลื่นสูง 35 เมตรเข้าโจมตี เมืองบันดาร์อาเจะห์ มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ผู้คนกว่า 160,000 เสียชีวิต ร้อยละ 70 ของอาคารทั้งหมดในบันดาร์อาเจะห์พังราบเป็นหน้ากลอง มันเป็นระดับการทำลายล้างที่เกินกว่า 100 ไมล์ตลอดแนวชายฝั่ง หนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากบันดาร์อาเจะห์พังราบ คลื่นสึนามิก็เข้าโจมตีประเทศไทย กำแพงน้ำได้ถาโถมเข้าใส่ กระท่อม โรงแรม และหมู่บ้านริมทะเล ผู้คนกว่า 8,000 คนเสียชีวิต ไปทางตะวันตก 2,000 กิโลเมตรที่ศรีลังกา คลื่นน้ำกว่า 1,000 ล้านตันได้ซัดเข้ามาในประเทศ คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 35,000 คน และไร้บ้านอีกกว่าครึ่งล้านคน รวมทั้งสิ้นมีผู้คนเสียชีวิตจากสึนามิที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 230,000 คน
ฮาวาย มันคือสวรรค์เขตร้อนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคน แต่เกาะแปซิฟิกแห่งนี้กุมความลับดำมืดเอาไว้ มันถูกคลื่นยักษ์สึนามิเล่นงานมากกว่าที่ใดๆ ในโลก วงแหวนไฟเป็นเขตรอยร้าวที่ปะทุง่าย ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก ร้อยละ 90 ของแผ่นดินไหวในโลกเกิดขึ้นที่นี่ แผ่นดินไหวเป็นสาเหตุธรรมดาที่สุดของคลื่นยักษ์สึนามิ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฮาวายจึงถูกเล่นงานจากสึนามิอยู่บ่อยครั้งและจากทุกทิศทาง สึนามิโจมตีฮาวายในปี 1837 1868 1877 1923 1946 1952 1957 1960 และ 1964 นี่ทำให้มันกลายเป็นเมืองหลวงแห่งคลื่นยักษ์สึนามิไปอย่างไม่เป็นทางการ 02:28 น.ของวันที่ 1 เมษายน 1946 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์ บนหมู่เกาะอาลูเชียน (Aleutian Islands) นอกชายฝั่งอลาสกา พื้นมหาสมุทรเป็นบริเวณกว้างถูกยกขึ้น โดยมีน้ำจำนวนมหาศาลเข้าไปแทนที่ การสั่นสะเทือนของพลังงานครั้งมโหฬารผลักดันให้เกิดกำแพงน้ำสึนามิตรงไปยังฮาวายด้วยความเร็วเกือบ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Big Island, Hawaii
April 1, 1946
Source: Earthquake
Type: Ocean Wide Tsunami
Run Up: 9 meters
Key Factor: Ocean Floor
ไกลออกไป 3,800 กิโลเมตรที่หมู่บ้านริมทะเลขนาดเล็กชื่อเลาพาฮอยฮอย (Laupahoehoe) เด็กและครูรวมตัวกันเพื่อเตรียมเข้าเรียน มาซู แม็กเชน เป็นหนึ่งในครูที่นั่น เธอเล่าว่า "เราอยู่ในกระท่อมของเรา มีครอบครัวหนึ่งมาเคาะที่ประตูแล้วบอกว่า มาดูน้ำลงกันเร็ว เราก็เลยออกไปออกไปดูกัน น้ำมันลดลงแล้วมีคลื่นขึ้นมาไกลหน่อยแล้วมันก็ลดลงไปอีก เราก็คิดกันว่าน้ำลดลงสองครั้งแล้ว มันน่าสนใจนะ มันแปลกดี มันแปลกมากๆ" สิ่งที่มาซูไม่รู้ก็คือ สึนามิไม่ใช่คลื่นลูกเดียว พวกมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่ารถไฟสึนามิ คลื่นแต่ลูกจะมีขนาดแตกต่างกันมาก คลื่นลูกแรกแทบจะไม่ใหญ่เลย ดังนั้นมันจึงดูไม่สำคัญ แต่จริงๆแล้วมันคือลางบอกเหตุของสิ่งที่ใหญ่กว่ามากๆ ขณะที่น้ำลดลงไปถึง 152 เมตร มาซูและเพื่อนร่วมห้องก็ได้ถ่ายภาพไว้ มาซูและเพื่อนร่วมห้องประทับใจมาก ขณะที่ลูกคลื่นที่สามกำลังเข้ามา มาซูคิดว่าต่อไปนี่คงเป็นคลื่นลูกใหญ่นะ มันเริ่มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เธอเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มน่ากลัว เมื่อคลื่นยักษ์สึนามิเข้ามาใกล้ชายฝั่ง มันเหมือนกับซากรถไฟขนาดยักษ์ พลังของคลื่นถูกบีบอัดบังคับให้มันต้องตั้งและยกตัวสูงขึ้นจากทะเล มาซูและคนอื่นเห็นว่ามันใหญ่ขึ้นมากและเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เธอจึงทิ้งกล้องถ่ายรูปและวิ่งเข้าไปด้านใน เธอจำได้ว่าน้ำซัดเข้ามา กระจกก็แตก เพดานก็ถล่มลงมา มาซูเกาะซากปรักหักพังอยู่นานถึง 9 ชั่วโมงก่อนได้รับความช่วยเหลือ เธอเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต ที่นั่นเด็ก 16 คนและครู 5 คนสูญหาย และที่ฮาวายคลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดในครั้งนี้ยังไม่จบ
ลงใต้จากเลาพาฮอยฮอยออกไป 37 กิโลเมตร เมืองการค้าที่อ่าวฮิโล (Hilo Bay) ซึ่งกำลังหลับใหล ก็ไม่ได้ตระหนักถึงภัยร้าย ที่นี่คลืนยักษ์สึนามิทำลายบ้านและธุรกิจการค้าไปกว่า 500 แห่ง มีผู้เสียชีวิต 96 คนและบาดเจ็บหลายร้อยคน คำอธิบายของคลื่นสึนามิในปี 1946 ก็คือมันข้ามเครื่องป้องกันคลื่นอย่างง่ายดายจากนั้นก็โถมเข้าใส่ทั่วทั้งเมือง มีคนบอกว่าเห็นหินก้อนใหญ่ที่มันลอยไปทั่วพร้อมกับน้ำที่ซัดเข้ามา วอลเตอร์ ดัดลี่ เป็นนักสมุทรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่อ่าวฮิโล เขาศึกษาคลื่นยักษ์สึนามิมากว่า 20 ปี การค้นพบที่สำคัญของเขาก็คือ พลังทำลายที่ไม่ได้มาจากคลื่นเท่านั้นแต่ยังมาจากสิ่งที่อยู่ด้านล่างอีก หนึ่งในสิ่งที่พวกมันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจก็คือพวกมันต่างกัน มีหลายรูปแบบ และขณะที่พวกมันเกิดขึ้นและเดินทางไปทั่วมหาสมุทร พวกมันส่งผลกระทบต่อก้นมหาสมุทรตามทางที่มันผ่านไป คลื่นจะถูกงออย่างต่อเนื่องหรือถูกทำให้หักเหจากนั้นก็ขึ้นฝั่ง ไม่มีแนวชายฝั่งใดที่เหมือนกัน แต่ละแห่งล้วนมีภูมิประเทศใต้ทะเลที่พิเศษไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้คลื่นแตกต่างกันไป ในฮิโล อ่าวมีรูปร่างกลมตามธรรมชาติ คลื่นสองลูกแรกที่ปะทะอ่าวฮิโลทำให้น้ำซัดกลับไปกลับมา เมื่อคลื่นลูกที่สามมาถึงมันจึงรวมกับน้ำที่ซัดกลับไปกลับมาเป็นคลื่นทำลายล้างที่มีขนาดใหญ่ คลื่นลูกที่สามยกตัวสูงขึ้นถึงเก้าเมตร มันทำลายพื้นที่ชายฝั่งของอ่าวฮิโล แต่ไม่ถึง 15 ปี หลังเกิดหายนะในปี 1946 ฮาวายก็ถูกคลื่นสึนามิที่มีอันตรายถึงชีวิตซัดกระหน่ำอีกครั้ง
วันที่ 22 พฤษภาคม 1960 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้ทำให้เปลือกโลกมีรอยแยกที่นอกชายฝั่งชิลี ก้นมหาสมุทรลึก 1,000 กิโลเมตร ถูกทำให้เกิดเป็นคลื่นยักษ์สึนามิสูง 20 เมตร มันมีอานุภาพรุนแรงและทรงพลังจนสามารถข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาเล่นงานฮาวายได้เลยทีเดียว
Hilo Bay, Hawaii
May 22, 1960
Type: Ocean Wide Tsunami
Run Up: 10.5 meters
Key Factor: Wrap Around
ในครั้งนี้เทคโนโลยีถูกติดตั้ง ตั้งแต่การเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 1946 ได้เตือนประชาชนในอ่าวฮิโลเมื่อ 5 ชั่วโมงก่อน แต่สัญญาณเตือนดูจะไร้ความหมาย ช่วง 12 ปีก่อนนั้น 3ใน4 ของสัญญาณเตือนภัยจะเป็นแค่คลื่นสึนามิขนาดเล็ก ดังนั้นแทนที่คนจะกลัวแล้วอยู่ให้จากหายนะ แต่มันกลับกระตุ้นความสนใจของผู้คน แม้ทางการจะประกาศให้อพยพผู้คน แต่มีผู้คนมากมายอยากรู้อยากเห็น ลงไปดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลายคนคาดว่าคลื่นนี้มาจากตะวันออกเฉียงใต้และอ่าวฮิโลก็อยู่ทางเหนือจนคิดว่าจะไม่โดนผลกระทบ แต่พวกเขาคิดผิด เพียงหลังเที่ยงคืนคลื่นลูกแรกก็เข้าโจมตี ผู้คนร้องตะโกนและกรีดร้องเต็มไปหมด พวกเขาติดอยู่ในคลื่น เมื่อถึงรุ่งเช้าของฝันร้ายมีผู้เสียชีวิต 61 คน บ้านเรือนกว่า 700 หลังคาเรือนพังราบ หรือไม่ก็เสียหายอย่างหนัก คลื่นยักษ์สึนามิในปี 1960 ทำให้ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญต้องประหลาดใจ หลังศึกษามาอย่างดีวิทยาศาสตร์พบทิศทางอันน่าทึ่งของคลื่นยักษ์สึนามิ ขณะที่คลื่นเข้ามายังน้ำตื้นนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะนั้นใจกลางคลื่นจะช้าขณะที่ด้านนอกคลื่นยังคงเคลื่อนที่ต่อไป ทำให้คลื่นห่อตัวรอบเกาะ จากนั้นก็เช่นเดียวกับในปี 1946 รูปร่างตามธรรมชาติของอ่าวได้เพิ่มพลังทำลายล้างของคลื่นยักษ์สึนามิ ในครั้งนี้คลื่นลูกใหญ่ที่สุดวัดความสูงได้ถึง 10.5 เมตร สูงกว่าในปี 1946 1.5 เมตร
และฮาวายไม่ได้เป็นเพียงที่เดียวที่ถูกสึนามิเล่นงาน มันแผดเสียงดังข้ามแปซิฟิกไปหลายพันกิโลเมตรเข้าเล่นงานชายฝั่งทุกแห่งรวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 122 คนเลยทีเดียว คลื่นยักษ์สึนามิมีพลังที่เหลือเชื่อขณะที่มันเดินทางข้ามมหาสมุทรมันใช้พลังไม่มากนัก แต่พอมาถึงฝั่งพลังงานทั้งหมดจะถูกปล่อยออกมา ปี 1946 และ ปี 1960 คลื่นยักษ์สึนามิทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงพฤติกรรมซับซ้อนและหลักการข้ามมหาสมุทรของคลื่นยักษ์เหล่านี้ แต่เมื่อสึนามิเข้าเล่นงานญี่ปุ่น มันโจมตีอย่างหนักหน่วงและใหญ่กว่าสึนามิในฮาวาย ญี่ปุ่นถูกสึนามิเล่นงานมากที่สุดในแปซิฟิก จนบัญญัติศัพท์ขึ้นมาว่า สึนามิ ซึ่งหมายถึงคลื่นในอ่าว
Okushiri, Japan
July 12, 1993
Source: Earthquake
Type: Local Tsunami
Run Up: 31 meters
Key Factor: Proximity
22:17 น. วันที่ 12 กรกฏาคม 1993 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งฮอกไกโด มันได้ทำให้ก้นมหาสมุทรแยกตัวออก ศูนย์กลางการสั่นสะเทือนห่างจากเกาะขนาดเล็กชื่อโอกุชิริเพียง 80 กิโลเมตร มันทำให้เกิดคลื่นสึนามิที่ใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุดเท่าที่ญี่ปุ่นเคนประสบมา(ไม่นับที่เกิดในปี 2011) ชาวประมงชื่อชิโร่ อาดาชิ จากหมู่บ้านอาโอเนะ รู้จักคลื่นยักษ์สึนามิดี เขารอดชีวิตมาเมื่อสึนามิโจมตีโอกุชิริเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อชิโร่รู้ว่าเกิดแผ่นดินไหว เขารู้ว่าอาจเกิดสึนามิตามมาได้ เขารีบอพยพภรรยาและลูกๆออกจากบ้านริมทะเลเพื่อขึ้นไปยังที่สูง ขณะที่เขารีบไปปิดแก๊ส เขาทำอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วพอ เพียง 4 นาทีหลังแผ่นดินไหวคลื่นลูกแรกก็เข้าเล่นงาน ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีอันน่ากลัวนั้น สึนามิได้ทำลายท่าเรือเละกระท่อมหาปลาไป 80 หลัง แต่อันตรายยังไม่สิ้นสุด ท่ามกลางความมืดคลื่นลูกที่สองก็เข้าโจมตี ชิโร่และผู้รอดชีวิตรายอื่นรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พอรุ่งสางพลังอันน่ากลัวของสึนามิก็เผยโฉมให้เห็น อาโอเนะเกือบทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลองบ้านเรือนทั่วเกาะ 437 หลังถูกทำลาย และพังเสียหายอย่างรุนแรงกว่า 800 หลัง มีผู้เสียชีวิต 198 คน
Indian Ocean
December 26,2004
Source: Earthquake
Type Ocean: Wide Tsunami
Run Up: 35 meters
Key Factor: Reflection
07:58 น. วันที่ 26 ธันวาคม ปี 2004 ลึกลงไปในมหาสมุทร นอกชายฝั่งสุมาตราอินโดนีเซีย เปลือกโลกเกิดรอยร้าวขึ้นเป็นทางยาว 1,200 กิโลเมตร จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกเท่าที่เคยมีบันทึกมา แผ่นดินไหวขนาด 9.3 ทำให้บ้านเรือนถูกทำลายสิ้น แต่มันเป็นแค่ลางบอกเหตุของหายนะ เกิดคลื่นยักษ์สึนามิกระจายตัวไปทั่วมหาสมุทรอินเดียโจมตีไปกว่า 12 ประเทศ 16 นาทีต่อมาหลังเกิดแผ่นดินไหว ห่างศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว 250 กิโลเมตร ทางเหนือของเกาะสุมาตราถูกคลื่นสูง 35 เมตรเข้าโจมตี เมืองบันดาร์อาเจะห์ มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ผู้คนกว่า 160,000 เสียชีวิต ร้อยละ 70 ของอาคารทั้งหมดในบันดาร์อาเจะห์พังราบเป็นหน้ากลอง มันเป็นระดับการทำลายล้างที่เกินกว่า 100 ไมล์ตลอดแนวชายฝั่ง หนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากบันดาร์อาเจะห์พังราบ คลื่นสึนามิก็เข้าโจมตีประเทศไทย กำแพงน้ำได้ถาโถมเข้าใส่ กระท่อม โรงแรม และหมู่บ้านริมทะเล ผู้คนกว่า 8,000 คนเสียชีวิต ไปทางตะวันตก 2,000 กิโลเมตรที่ศรีลังกา คลื่นน้ำกว่า 1,000 ล้านตันได้ซัดเข้ามาในประเทศ คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 35,000 คน และไร้บ้านอีกกว่าครึ่งล้านคน รวมทั้งสิ้นมีผู้คนเสียชีวิตจากสึนามิที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 230,000 คน
Subscribe to:
Posts (Atom)
Ways to Lower Car Insurance Youtube
100 Tips to Save Money Every Day Youtube
189 Life Hacks to Save Money Youtube
25 Tips to Save on Groceries Youtube
How to Save on Food Youtube
The 10 Rules and Tips to Save on Shopping Youtube
Saving on Shopping 2021 Youtube
35 Ways to Teach You How to Save Money Youtube
10 Tips to Save Your First €100,000 Youtube
7 Handy Saving Tips to Make It Easier to Save Youtube
How to Save on Shopping 10 Tips not to be missed Youtube
8 Easy Ways to Save Money Youtube
How to Save on Food: 26 Tips to Follow Youtube
35 Tips to Save Money and Optimize Your Budget Youtube
How to Save on Shopping: Tips to Avoid Unnecessary Expenses Youtube
How to Reach Your Savings Goals Youtube
17 Tips to Help You Save Money Fast Youtube
Best Tips to Save Money 2021 Youtube
15 Things You Should Never Buy at Gas Stations Youtube
Annuities Meaning Youtube
Finding Travel Insurance For Cancer Diagnosis Youtube
How Does the Stock Market Work Youtube
Top 10 Ways to Make Money Online Youtube
10 Legit Ways to Make Money and Passive Income Online Youtube
10 Ways To Cut Your Health Care Costs Youtube
The Ultimate Assurance of Buy-sell Agreements Youtube
5 Tips to Prepare for Your Property Settlement Youtube
8 Habits of Wealthy and Successful People Youtube
Why Millennials Choose to Buy Home Youtube
7 Tips Every Homeowner Need to Know About Insurance Youtube
8 Tip on Homeownner Insurance Youtube
10 Question You Should Ask Mortgage Lenders Youtube
How Much is My Car Accident Settlement Worth Youtube
200 Business Movement News Youtube
150 Financial Tip You Should Know Youtube
Essential List of Mortgage Application Document Youtube
Prepare Yourself Before Investing in Stock Youtube
Shopping is the Right Way Without Debt Youtube
Factors Affecting Home Loan Rates Youtube
Using Credit Cards With No Debt Youtube
Plan for Business Loans Youtube
Step Before Buying Insurance Youtube
Choosing Life Insurance Youtube
How to Get Cheap Car Insurance Youtube
If in Debt With a Credit Card Youtube
Type of Insurance Youtube
How to Request a Claim Youtube
Deposit With Banks or Take Out Insurance Youtube
Why Do We Need Life Insurance Youtube
Insure Assets and Liabilities How is It Different Youtube
Contract for Buying a House Youtube
Happy if in Debt Youtube
Can Not Pay the Car Installments Youtube
16 Most Important Car Insurance Terms Youtube
Want to Use Urgent Money Where Should I Request a Loan Youtube
Save Money in Stocks Youtube
How to Have a Home Youtube
Plan Before Retirement Youtube
Plan for Repayment Carefully Youtube
50 Financial Movement You Should Know Youtube
How You Can Hit the Heights While Plunging to the Depths Youtube
10 Ways to Cut Your Health Care Costs Youtube
Tips for Handling an Employee's Departure Youtube
How to Get Your Product Onto Retailers' Shelves Youtube
A List of Pointers for Low-cost Promotion Youtube
A Field Guide to Office Colleagues Youtube
How to Get Your Tqm Training on Track Youtube
4 Excuses to Use Unconscious Credit Cards Youtube
Be Careful Terms of Insurance Agreement Youtube
Changing a Home to Pay Off Debt Youtube
Want Money to Invest Youtube
Credit Card Addiction Symptoms Youtube
How to Manage Credit Card Debt if Lose Job Youtube
What is Private Fund Youtube
Loans for Education Youtube
10 Things That Lead to Poverty Youtube
Do Not Overlook Insurance Youtube
There Are Also Saving on Debt Youtube
10 Things You Need to Do Before Retiring Youtube
Seed Funds for the Smallest Start-ups Youtube
Health Insurance Managed Care Can Cost More Youtube
States Go for Bold Changes Youtube
Outside Directors: How They Help You Youtube
Helping Your Children Plan for a Distant Future Youtube
The Tax Advantages of a Home Office Youtube
Job Skills Have Declined Firms Say Youtube
American Get More for Their Money Youtube
Boost Your Problem-solving Power Youtube
Finding the Essence of Good Sales People Youtube
Suggestions on Selling Your Service Firm Youtube
Warming to the Idea of Customer Feedback Youtube
It's Timely to Consider Still Another Inequality Youtube
More Tax Cuts Coming Youtube
Vice Presiddency Becoming More Attractive Goal Youtube
Turn Anger Into an Asset Youtube
Making the Most of Trade Shows Youtube
Ideas for Making the Most of Time on the Road Youtube
The Benefits of Smart Inventory Management Youtube
Policies That Protect a Company's Good Name Youtube
Market-neutral Funds May Offer Solace if Stocks Tank Youtube
Bargains in Business Insurance Youtube
Bills Would Affect the Hiring of Skilled Foreign Workers Youtube
The Ups and Downs of a Postal Rate Proposal Youtube
Locking on to Teamwork Youtube
Nurturing Part Timers to Be Entrepreneurs Youtube
Holding Things Together When Selling A Location Youtube
Knowing When Cut The Cord Youtube
A New Selling Approach Makes Fashion Sense Youtube
Too Much Team Harmony Can Signal Trouble Youtube
Oiling The Wheels Of Consumer Satisfaction Youtube
Networking 101: Seeing And Being Seen Youtube
Nuts About Snack Food Youtube
A Jet-Powered Takeoff Youtube
Grooming For Success Youtube
Switching to Self Insurance Youtube
Promoting A World Ethical Standard Youtube
Help Wanted Desperately Youtube
How to Get a Yes From Your Banker Youtube
Lawmakers Have Their Work Cut Out For Them Youtube
Making The Climb Onto Store Shelves Youtube
Hammering Home Performance Incentives Youtube
Have You Seen Your Banker For Your Annual Checkup Youtube
Protect Your Company's Proprietary Information Youtube
Adding Some Byte To Retirement Plans Youtube
From The Ground Up Youtube
Pluses And Pitfalls In Voice Mail Youtube
Lawmakers Have Their Work Cut Out For Them Youtube
Making The Climb Onto Store Shelves Youtube
Market Bulls Battle A Case Of Nerves Youtube
Check The Fine Print In Picking A 401 (k) Plan Youtube
5 Pitfalls Make Your Work Inefficient Youtube
Wrong Stock Investing Youtube
What is a non life insurance Youtube
5 things to do if you want to succeed Youtube
5 steps Emphasize the use of credit cards correctly Youtube
Unemployment can be saved by doing 5 steps Youtube
Obstacles that prevent from saving Youtube
Want to be rich do these 3 things Youtube
New to the stock market Youtube
Change the attitude of saving with 3 steps Youtube
Home loan Not difficult anymore Youtube
Start investing is not difficult Youtube
Come check the finance health Youtube
Live 3 items for solving the poor Youtube
5 wrong financial views Risking destruction Youtube
4 things that should not be overlooked for Save money Youtube
Wise financial planning techniques for the family Youtube
5 mistakes checklist when buying insurance Youtube
5 reduce the risk of doing business Youtube
3 risk levels that must be known before investing Youtube
Advantages and disadvantages of Requesting a loan Youtube
Saving The US Economy Youtube
What price loyalty at Vodafone Youtube
Alphabet soup and economic recovery Youtube
Our growing nostalgia for commuting Youtube
Financial alchemy Youtube
Personal credit Youtube
4 principles of financial success Youtube
Buying housing is not a big deal anymore Youtube
Essential insurance Youtube
How to teach your child to be wise With the use of money Youtube
6 Collection techniques That a salary man needs to do Youtube
How to choose a credit card that best suits your needs Youtube
Beware The Scammers out to empty your bank account Youtube
Avoid The Traps Set By Estate Agents Youtube
10 Ways To Cut Your Health Care Costs Youtube
What is the stock market Youtube
Adjust the idea of adding value to your business Youtube
How ready are you for down Youtube
10 techniques to use money Youtube
10 Ideas To Conquer Stocks Youtube
10 Year Retirement Plan Youtube
Factors That Make Your Finances Worse Youtube
Eliminate 5 Weaknesses to Create Success in SME Youtube
Retirement Investment Plan Longevity Simpler Youtube
5 Secrets to Financial Freedom Youtube
How to Invest Without Losing Youtube
Do We Need Too Much Money Youtube
8 Alarms When Finances Are in Trouble Youtube
How to Use Money Saving Techniques Youtube
Credit Card Debts Not Difficult Anymore Youtube
Long Term Savings Youtube
Financial Matters Young People Should Know Youtube
The 5 Phases of Money Flow Youtube
Youth Fever for Cryptocurrencies Youtube
Economy Versus Demagoguery Youtube
Resistance to Organizational Change Youtube
What is Production budget Youtube
What are the Goods in Commission Youtube
What are Returns on Purchases Youtube
What are Pre Operating Expenses Youtube
What is a Technical Organization Youtube
10 Types of Credit Securities Youtube
5 Main Types of Business Organization Youtube
What Is a Business Advisor Youtube
What is the Personification of Accounts Youtube
What Is Expense policy Youtube
6 Stages of Administrative Organization Youtube
Social Responsibility of Institutions Youtube
What Is Business Environment Youtube
Forms of Organization of Economic Entities Youtube
Top 9 Functions of a Salesperson Youtube
7 Duties of an Accounting Clerk Youtube
7 Most Outstanding Comptroller Functions Youtube
What Is Bookkeeping Youtube
What Are Taxes Payable Youtube
Armand Feigenbaum Biography Youtube
What Is Zero Base Budgeting Youtube
What Is Chart of Accounts Youtube
What Is Sensitivity Analysis Youtube
What Is Purchasing Department Youtube
Origin of Business Management Youtube
What Is Administrative Organization Youtube
What is Cost Accounting Youtube
What Is Organizational Structure Youtube
What Is Nominal Salary Youtube
What Is Centralization In Administration Youtube
What Is Payable Documents Youtube
What Is Indirect Labor Youtube
What Is Going Business Youtube
What Is Commercial Paper Youtube
What Is Delivery In Business Youtube
What Is Equivalent Units Youtube
What Is Income Centers Youtube
What Is Indirect Materials Youtube
What Is Purchase Requisition Youtube
What Is Internal Accounting Control Youtube
What Is Administrative Management Youtube
What Is Political Environment of a Company Youtube
What Is Purchasing Budget Youtube
What Is Consignment Merchandise Youtube
What Is Organization Expenses Youtube
What Is Unpaid Balance Youtube
What Is Logistics Operator Youtube
What Is Flexible Budgeting Youtube
What Is Government Accounting Youtube
What Is Financial Leasing Companies Youtube
Mergers and Acquisitions of Companies Youtube
What Is Acquisition Financing Youtube
What Is Acquisition Accounting Youtube
What Is Operating Leverage Youtube
What Is Top management Youtube
What Is Operational Audit Youtube
What Is Cost Systems Youtube
Who is Vittorio Mincato Youtube
Initial Public Offering Backed by Venture Capital Youtube
Who is Vittorio Mincato Youtube
What Does On Account Mean Youtube
The Cryptocurrency Tether Youtube
Whether Cryptocurrencies Will Fall to Zero Youtube
Primitive Time of the Administration Youtube
6 Tips for Choosing Health Insurance Youtube
What Is a Structured Settlement Annuity Youtube
Benefits Behind an Annuity or Structured Settlement Youtube










